รศ.ดร. วรพล พรหมิกบุตร
หลังจากการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามปิดล้อมปราบปรามการชุมนุมของประชาชนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และหน่วยงานราชการประจำของรัฐ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ) แถลงข่าวการจับกุมและประเด็นเกี่ยวกับ “การก่อการร้าย” ด้วยนัยความพยายามเชื่อมโยงให้เป็นความผิดของกลุ่มบุคคลผู้เป็นแกนนำการชุมนุม เช่น การแถลงข่าวภายหลังวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เพียงเล็กน้อยว่าเจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมากในที่ชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ (แต่ไม่สามารถระบุชี้ชัดว่าพบจากที่ซ่อนจุดใดบ้างก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำมากองรวมไว้ให้สื่อมวลชนถ่ยภาพไปเผยแพร่) หรือการแถลงข่าวการจับกุมนายหรั่ง (นามสมมุติ) ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2553 ซึ่งทางราชการอ้างว่าเป็นบุคคลส่วนหนึ่งของกระบวนการก่อการร้ายเกี่ยวข้องกับ นปช.
จนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 (ขณะเรียบเรียงต้นฉบับข้อเขียนนี้) ประเด็นข่าวสารข้อมูลเรื่อง “การก่อการร้ายของ นปช.” ได้ถูกยกระดับกลายเป็น “ประเด็นข่าวสารสำคัญแห่งชาติ” ด้วยกระบวนการแถลงข่าวของรัฐบาลและการเผยแพร่ข่าวของระบบสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ทั้งสาขาหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ของไทย จนอาจกล่าวได้ว่าประเด็นข่าวสารดังกล่าวสามารถกลบทับประเด็นข่าวสารข้อมูลเรื่อง “การก่อการร้ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” จากเหตุการณ์พันธมิตรฯกลุ่มดังกล่าวบุกยึดทำเนียบรัฐบาล บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งจนถึงเดือนกรกฎาคม 2553 ยังไม่เคยปรากฏว่ามีการล่ามโซ่ตรวนผู้ถูกกล่าวหาคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ นำตัวออกจากเรือนจำไปปรากฏต่อสาธารณชนเพื่อให้สื่อมวลชนทำข่าวเผยแพร่ภาพไปทั่วประเทศเหมือนกรณีที่คุณณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ผู้ถูกกล่าวหาในกลุ่ม นปช. ถูกกระทำหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2553
