เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้จัดแถลงข่าว เรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร” จำนวน 5 ข้อ โดยนอกจากการกำหนดเขตการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร การจัดเก็บภาษีที่ดินเกษตรกรรมในอัตราก้าวหน้า การจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับที่ดิน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร ข้อเสนอสำคัญอีกข้อคือการจำกัดการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรไม่เกินครัว เรือนละ 50 ไร่ ทั้งนี้เพื่อลดการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินและเพื่อกระจายที่ดินให้แก่ เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินเป็นสำคัญ
แม้จะฟังดูดี แต่ข้อเสนอดังกล่าวชวนให้เข้าใจปัญหาด้านการเกษตร ชนบท และที่ดินในประเทศไทยไขว้เขว เพราะแม้การขาดแคลนที่ดินจะเป็นหนึ่งในปัญหาการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกษตรกรโดยเฉลี่ยเห็นว่ารุนแรงหรือว่าเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาต้นทุนการผลิตจำพวกปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าจ้าง อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาด้านราคาและตลาดที่ผันผวนและมักสวนทางกับต้นทุนการผลิต ในระยะเฉพาะหน้าเกษตรกรโดยเฉลี่ยเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือในสองกรณีหลัง มากกว่า แต่รัฐบาลก็ดูเหมือนจะไม่มีมาตรการรองรับมากนัก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีที่ดิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีที่ดิน แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ข้อเสนอการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร
ประเทศไทยมีที่ดิน 320.7 ล้านไร่ เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร 130.7 ล้านไร่ แต่สภาพการถือครองที่ดินมีลักษณะกระจุกตัวสูง ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในมือคนส่วนน้อย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเงื่อนไขเสียเปรียบนานาประการยังคงทำให้ชาวไร่ชาวนาสูญ เสียที่ดินทำกินอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลของศูนย์อำนวยการ ต่อสู้เอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ในปี 2547 รายงานว่ามีผู้ไม่มีที่ดินทำกิน จำนวน 889,022 ราย มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ จำนวน 517,263 ราย มีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ 811,279 ราย ขณะเดียวกันที่ดินจำนวนมากภายใต้การถือครองของคนที่ไม่ใช่เกษตรกรกลับถูก ปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินได้สร้างความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงให้แก่ พี่น้องชาวไร่ชาวนา อีกทั้งนำไปสู่กรณีพิพาทจำนวนมากระหว่างเกษตรกรกับรัฐ หรือเกษตรกรที่ยากไร้กับเจ้าของที่ดินเอกชน ชาวไร่ชาวนาจำนวนไม่น้อยถูกดำเนินคดีและถูกจับกุมคุมขังอย่างน่าเวทนา พวกเขามักถูกกล่าวหาว่าอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ของรัฐโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายและถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐและของเอกชนอย่างไม่ เป็นธรรม
ปัจจุบันมีเกษตรกรถูกดำเนินคดีและถูกคุมขังอยู่ในคุกแล้ว 836 ราย (ข้อมูลถึงเดือนธันวาคม 2553) นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ดินคนจนที่อยู่ในระหว่างการ พิจารณาคดีและที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกหลายแสนครอบครัว
ข้อมูลของศูนย์อำนวยการ ต่อสู้เอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ในปี 2547 รายงานว่ามีผู้ไม่มีที่ดินทำกิน จำนวน 889,022 ราย มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ จำนวน 517,263 ราย มีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ 811,279 ราย ขณะเดียวกันที่ดินจำนวนมากภายใต้การถือครองของคนที่ไม่ใช่เกษตรกรกลับถูก ปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินได้สร้างความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงให้แก่ พี่น้องชาวไร่ชาวนา อีกทั้งนำไปสู่กรณีพิพาทจำนวนมากระหว่างเกษตรกรกับรัฐ หรือเกษตรกรที่ยากไร้กับเจ้าของที่ดินเอกชน ชาวไร่ชาวนาจำนวนไม่น้อยถูกดำเนินคดีและถูกจับกุมคุมขังอย่างน่าเวทนา พวกเขามักถูกกล่าวหาว่าอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ของรัฐโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายและถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐและของเอกชนอย่างไม่ เป็นธรรม
ปัจจุบันมีเกษตรกรถูกดำเนินคดีและถูกคุมขังอยู่ในคุกแล้ว 836 ราย (ข้อมูลถึงเดือนธันวาคม 2553) นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ดินคนจนที่อยู่ในระหว่างการ พิจารณาคดีและที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกหลายแสนครอบครัว
Labels:
การเกษตร,
การถือครองที่ดิน,
เกษตรกร,
ภาษีที่ดิน
วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เศรษฐศาสตร์การเมืองของการเก็บภาษี
โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร
ทำไมบางประเทศสามารถที่จะเก็บภาษีทางตรง คือภาษีรายได้และภาษีทรัพย์สิน ได้มากกว่าบางประเทศ แม้ว่าระดับขั้นการพัฒนา และโครงสร้างทางเศรษฐกิจอาจไม่ต่างกันมากนัก?
การตอบคำถามนี้โดยศึกษาจากประสบการณ์จริงของประเทศเหล่านั้น อาจจะให้บทเรียนว่าจะเลียนแบบระบบแรงจูงใจหรือวิธีการทำให้เก็บภาษีทางตรงได้มากขึ้นได้อย่างไร เพื่อที่รัฐบาลจะสามารถมีรายได้เอาไปใช้จ่ายในการสร้างสินค้าสาธารณะที่จำเป็น ในการสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อสนองความต้องการของพลเมือง และเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเอง
มี 2 กรณีสำคัญที่จะนำมาเล่าให้ฟังโดยสังเขป คือกรณีของแอฟริกาใต้ บราซิล และเกาหลีใต้
กรณีของแอฟริกาใต้ (South Africa) นั้น มีสถิติการจัดเก็บภาษีที่น่าทึ่งคือ ในบรรดาประเทศที่มีสถานะเป็นประเทศรายได้ระดับกลาง (middle income countries) ซึ่งไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้นั้น แอฟริกาใต้สามารถจัดเก็บภาษีได้สูงถึงคิดเป็นร้อยละ 25 ของ GDP ขณะที่ค่าเฉลี่ยสำหรับประเทศรายได้ปานกลางทั้งหมดเท่ากับร้อยละ 15 ของ GDP
Labels:
การถือครองที่ดิน,
การเมือง,
ผาสุข พงษ์ไพจิตร,
ภาษีที่ดิน,
เศรษฐศาสตร์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)