เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อสารมวลชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อสารมวลชน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

องค์ประกอบของการสื่อสาร

สาระสำคัญ:
1. ความหมายของการสื่อสาร
2. องค์ประกอบพื้นฐานของการสื่อสาร และกระบวนการสื่อสาร

ความคิดรวบยอด:
"การสื่อสาร คือกิจกรรมที่เป็นปฏิสัมพันธ์กันระหว่างฝ่ายส่งสารและฝ่ายรับ
สารซึ่งกระทำเป็นกระบวนการ เริ่มจากการกำหนดสารแล้วส่งออกไป โดย
อาศัยเป็นพาหนะพาสารนั้นไปยังฝ่ายรับสาร ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝ่าย
รับเข้าใจความหมายในสารและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง อัน
เป็นเครื่องชี้วัดว่า มีการสื่อสารเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ"

รายละเอียด:
1. ความหมายของการสื่อสาร
ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความหมายของการสื่อสารแบบต่อหน้า (แบบแรก) และแบบไม่เห็นหน้ากัน (แบบหลัง) ระหว่างฝ่ายส่งสารและฝ่ายรับสาร แตกต่างกัน คือ (1) ระยะทาง (2) เวลา (3) โอกาส (4) ปริมาณของสาร (5) ความสลับซับซ้อนของสาร หรือ การเข้ารหัสการถอดรหัส และ (6) คุณภาพของพาหนะ

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

ทฤษฎีการสื่อสารคืออะไร

ทฤษฎีการสื่อสาร คือ การอธิบายการสื่อสารในด้านความหมาย กระบวนการ องค์ประกอบ วิธีการ บทบาทหน้าที่ ผล อิทธิพล การใช้ การควบคุม แนวคิดของศาสตร์ต่าง ๆ แนวโน้มอนาคต และปรากฏการณ์เกี่ยวกับการสื่อสาร แต่การอธิบายต้องมีการอ้างอิงอย่างมีเหตุผลที่ได้จากหลักฐาน เอกสาร หรือปากคำของมนุษย์
เราแปลคำนี้มาจากภาษาอังกฤษที่ว่า communication theory ซึ่งมีความหมายครอบคลุมกว้างขวาง รวมไปถึง theory of communication (ทฤษฎีของการสื่อสาร) theories in communication (ทฤษฎีในการสื่อสาร) theories for communication (ทฤษฎีเพื่อการสื่อสาร) และ theories about communication (ทฤษฎีเกี่ยวกับการสื่อสาร)

1. ทฤษฎีเพื่อการสื่อสาร เกิดขึ้นมานานก่อนที่จะมีการศึกษาในสาขาวิชานิเทศศาสตร์ เริ่มด้วยปรัชญาพุทธและปรัชญากรีก ที่ว่าด้วยการคิดและการพูด หลักวิธีการเผยแพร่ศรัทธาของศาสนาคริสต์ ทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองต่าง ๆ ว่าด้วยเสรีภาพของการแสดงออกตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ทฤษฎีทางการแพทย์และสรีรวิทยาที่ว่าด้วยประสาทกับการรับสารและสมรรถภาพในการส่งสารของมนุษย์ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์และจิตบำบัดของฟรอยด์ รวมไปถึงหลักและทฤษฎีต่าง ๆ ว่าด้วยภาษา สังคม และวัฒนธรรม ล้วนแล้วแต่เป็นทฤษฎีของสาขาต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นทฤษฎีแนวปฏิบัติ เพื่อการสื่อสารภายในบุคคล ระหว่างบุคคล การสื่อสารในกลุ่มหรือการสื่อสารในสังคมใหญ่ แม้แต่ภายในสาขานิเทศศาสตร์ ก่อนที่จะมีการสถาปนาเป็นสาขาการศึกษาในยุโรปและอเมริกาตอนต้นศตวรรษที่ 20 ความรู้ที่ได้มาจากการปฏิบัติงานวิชาชีพวารสารศาสตร์ ก็ยังมีบทบาทเป็นทฤษฎีหลักเพื่อการปฏิบัติเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่สหรัฐอเมริกาขยายไปเจริญเติบโตที่เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ อังกฤษ และออสเตรเลีย ในช่วง 20 ปี ก่อนศตวรรษที่ 21

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

สื่อเลือกข้าง’ ทำให้สื่อไม่ใช่ ‘สื่อสารมวลชน’

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

ในยุคที่สังคมเห็นว่า การปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้ยากหากไม่ทำควบคู่กันไปกับการปฏิรูปสื่อ ทำไมเราจึงตั้งคำถามน้อยเกินไปต่อตรรกะของ “สื่อเลือกข้าง” เพราะหากเราเชื่อในอุดมการณ์ที่ว่า “ความเป็นกลาง” ในการเสนอข้อเท็จจริงและความคิดเห็นรอบด้านควรเป็น “จุดยืน” ที่ทำให้สื่อมีความหมายเป็น “สื่อสารมวลชน” ไม่ใช่สื่อของใครหรือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามต่อตรรกะของสื่อเลือกข้าง

ยิ่งถ้าเรายังเห็นกันว่า การปฏิรูปสื่อจำเป็นต่อการเปิดเวทีการแลกเปลี่ยนรู้ของสังคมให้กว้างขึ้น หลากหลายขึ้น จำเป็นต่อการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การสร้างวัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล หรือส่งเสริมวิถีชีวิต วิถีสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เรายิ่งจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อตรรกะของสื่อเลือกข้างอย่างเอาจริงเอาจัง

ตรรกะของสื่อเลือกข้างที่ตอกย้ำมาตลอดสองสามปีนี้ คือ
1.ไม่มีความเป็นกลางระหว่างถูกกับผิด ดีกับชั่ว ขาวกับดำ จึงเลือกความเป็นกลางไม่ได้ ต้องเลือกอยู่ข้างความถูกต้องหรือความดีเท่านั้น
2.สื่อ หรือใคร/ฝ่ายใดที่ไม่เลือกอยู่ข้างเรา (สื่อเลือกข้าง) แสดงว่าอยู่ตรงข้ามความถูกต้อง

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการพัฒนาสื่อจากอดีตถึงปัจจุบัน

โดย รศ. ดร. ปาริชาติ สถาปิตานนท์

เหลียวหลัง…แลหน้า : การสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

นับเป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษแล้วที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ได้พยายามนำกระบวนการสื่อสารมาประยุกต์ใช้อย่างจงใจในฐานะ “เครื่องมือ” ในการเปลี่ยนแปลงสังคม

ในยุคแรกของใช้กลไกด้านการสื่อสารในฐานะเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคม ได้มุ่งเน้นการใช้การสื่อสารในการ “ขับเคลื่อน” สังคมต่างๆ ไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การก้าวสู่สังคมทันสมัยตามแบบฉบับของสังคมตะวันตกนั่นเอง โดยกรอบแนวคิดดังกล่าว รู้จักกันในนามของ “กระบวนทัศน์ความทันสมัยนิยม” ของการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง (The Modernization Paradigm of Communication for Social Change)

ในเชิงหลักด้านการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ภายใต้กระบวนการทัศน์ความทันสมัยนิยม กล่าวกันว่า การสื่อสารและการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ การสื่อสารเป็นเงื่อนไขสำคัญ หรือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย โดยยิ่งมีการสื่อสารมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลให้สังคมเปลี่ยนแปลงมากเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จรรยาบรรณของสื่อ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจถึงจรรยาบรรณของสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์กันก่อน ในที่นี้ได้กล่าวถึงจรรยาบรรณสื่อโดย *อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15) ดังนี้
1.จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์โดย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
โดยได้กำหนด “จริยธรรมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2510 ไว้ดังนี้
• ความรับผิดชอบ (Responsibility) ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกชน สถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา และราชบัลลังก์ (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ กิจญาณ)
• ความมีเสรีภาพ (Freedom) ได้แก่ เสรีภาพที่มีความรับผิดชอบกำกับ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธสาสนาคือ ปวารณา หรือ ธรรมาธิปไตย)
• ความเป็นไท (Independence) ได้แก่ ความไม่ตกเป็นทาสของใครทั้งกายและจิตใจ โดยอามิสสินจ้างอื่นใด(ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ ความไม่ตกเป็นทาสของอกุศลมูล)
• ความจริงใจ (Sincerity) ได้แก่ ความไม่มีเจตนาบิดเบือน ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สัจจะ)