เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษียร เตชะพีระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษียร เตชะพีระ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

" ทาง 3 แพร่งที่ "ยิ่งลักษณ์" ต้องเจอ หนักกว่าทักษิณ

ปาฐกถา "เกษียร เตชะพีระ"


"รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณคงต้องรอมชอมกับชนชั้นนำเก่า
และเอาใจมวลชน เสื้อแดงไปพร้อมกัน
แต่หากต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณน่าจะโน้มไปทางรอมชอมกับชนชั้นนำเก่า"

วันที่ 8 กรกฎาคม รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ "บ้านเมืองเรื่องของเรา" วิพากษ์สังคมและการเมืองไทย พร้อมวิพากษ์แนวนโยบายของรัฐบาลใหม่ ในงานสัมมนา “ขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้บริบท เศรษฐกิจ สังคม ยุครัฐบาลใหม่” ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์

รศ.ดร.เกษียร กล่าวว่า ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา สังคมการเมืองไทยกำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ซึ่งมีทิศทางหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.การเปลี่ยนย้ายอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ จากชนชั้นนำตามประเพณีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไปสู่ชนชั้นนำทางธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง (Power shift among the elites:From the unelected traditional elite  the elected political business elite) แสดงออกเป็นรูปธรรมผ่านความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำในระบบราชการและกลุ่มทุน เก่า ที่เป็นพันธมิตร ซึ่งมักเรียกกันว่า “อำมาตย์” กับกลุ่มทุนใหม่ที่เข้าสู่วงการเมืองโดยตรงขนานใหญ่ หลังวิกฤติต้มยำกุ้งผ่านพรรคไทยรักไทย (-พลังประชาชน และเพื่อไทย) ซึ่งมักเรียกว่า “ทุนสามานย์”

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สั่งให้รักพ่อ

โดย เกษียร เตชะพีระ

ด้วยภาษาอังกฤษที่ถูกบ้างผิดบ้างแต่พออ่านเข้าใจ หนูกลอยรีบเขียนอี-เมล เล่าข่าวคราวสู่พ่อแม่ทันทีที่ไปถึงโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในเมืองปูซาน เกาหลีใต้ ตามโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนกับโรงเรียนในเมืองไทยระหว่างปิดเทอมใหญ่

นับ เป็นหนแรกที่หนูกลอยไปต่างประเทศโดยไม่มีพ่อแม่ไปด้วย ถึงจะร่วมคณะกับครู และเพื่อนนักเรียนร่วมสิบคน แต่หัวอกพ่อแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อได้ อี-เมล มาไวทันใจ ก็ช่วยให้โล่งอก

ตอนไปญี่ปุ่นด้วยกันครั้งแรกเมื่อ สิบกว่าปีก่อน หนูกลอยเพิ่งอายุ 5 ขวบ จำได้ว่าเธอเที่ยวจ้อภาษาไทยกับผู้โดยสารบนรถไฟฟ้าในเกียวโตหน้าตาเฉย เพราะคิดตามประสาเด็กเล็กว่า ที่ไหนในโลกก็น่าจะเหมือนบ้านเรา คนที่ไหนก็ควรจะพูด/ฟังภาษาไทยรู้เรื่องกันทั้งนั้น

เมื่อพบว่าไม่ เป็นดังคาดและใครต่อใครล้วนพูดภาษาต่างด้าวอะไรไม่รู้เร็วๆ สั้นๆ กระชั้น กระชับที่เธอฟังไม่เข้าใจ หนูกลอยก็อึดอัดใจพอควร ถึงขนาดที่ช่วงแรกของการเข้าเรียนอนุบาลคริสเตียนที่นั่น เวลาพ่อแม่พาไปส่งโรงเรียน หนูกลอยจะตาแดงๆ ยุดพ่อแม่ไว้ไม่ยอมให้กลับทุกเช้า

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

"จับประเด็นการเมืองภาคประชาชน"

โดย เกษียร เตชะพีระ

ในร่างรายงานการวิจัยเรื่อง "บทบาทของการเมืองภาคประชาชนในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทย" (2547) อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้จับประเด็นหลักทางแนวคิดทฤษฎี ประวัติความเป็นมา และบทบาทความสำคัญเชิงปฏิบัติของ การเมืองภาคประชาชน ในฐานะแม่กุญแจที่อาจมีศักยภาพจะช่วยไขปัญหาหลักทั้ง 3 ของการเมืองไทยปัจจุบัน อันได้แก่ 1) ปัญหาประชาธิปไตยที่ไร้อธิปไตย 2) ปัญหาหนึ่งรัฐสองสังคม และ 3) ปัญหาการใช้อำนาจรัฐโดยขาดฉันทานุมัติจากประชาชน ไว้ดังนี้

คำนิยามอย่างแคบ : - การเมืองภาคประชาชนหมายถึงการเคลื่อนไหวอย่างมีจิตสำนึกทางการเมืองของกลุ่มประชาชน เพื่อลดฐานะครอบงำของรัฐ รวมทั้งเพื่อโอนอำนาจบางส่วนมาให้ประชาชนใช้ดูแลชีวิตตนเองโดยตรง

คำนิยามอย่างกว้าง : - การเมืองภาคประชาชนคือปฏิกิริยาโต้ตอบการใช้อำนาจของรัฐและเป็นกิจกรรมถ่วงดุลอิทธิพลการครอบงำของระบบตลาดเสรีในภาคประชาชน

แก่นสารของการเมืองภาคประชาชน : - กระบวนการใช้อำนาจโดยตรงโดยประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้ง และไม่น้อยไปกว่าการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายตลอดจนตัดสินใจเรื่องที่ส่งผลกระทบถึงตน

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ปฏิวัติอียิปต์ = มวลชนลุกฮือ + รัฐประหารละมุน

โดย เกษียร เตชะพีระ
"วันโลกดับ" ขำขันต่อต้านมูบารัค & จอมพลมูฮัมหมัด ฮุสเซ็น ทันทาวี
ฮอสนี มูบารัค, บารัค โอบามา และวลาดิมีร์ ปูติน กำลังประชุมกันอยู่ แล้วจู่ๆ พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงปรากฏพระองค์ขึ้นและตรัสว่า "ข้ามาบอกพวกเจ้าว่าโลกจะถึงกาลอวสานในสองวันข้างหน้านี้ จงไปบอกประชาชนของพวกเจ้าเสีย" ผู้นำแต่ละคนจึงกลับไปเมืองหลวงของตนและเตรียมปราศรัยทางทีวี

ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โอบามากล่าวว่า "เพื่อน ชาวอเมริกันทั้งหลาย ผมมีข่าวดีและข่าวร้ายจะแจ้งให้ทราบ ข่าวดีคือผมยืนยันได้ว่าพระเจ้ามีจริง ส่วนข่าวร้ายก็คือพระองค์ทรงบอกผมว่าโลกจะดับภายในสองวัน"

ณ กรุงมอสโก ปูตินกล่าวว่า "ประชาชน ชาวรัสเซีย ผมเสียใจที่ต้องแจ้งข่าวร้ายสองเรื่องให้ทราบ ข่าวแรก คือพระเจ้ามีจริง ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างที่ประเทศเราเชื่อถือตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษ ที่แล้วล้วนเป็นเท็จ ข่าวที่สองคือโลกจะดับภายในสองวัน"

ณ กรุงไคโร มูบารัคกล่าวว่า "โอ...ชาว อียิปต์ทั้งหลาย ข้าพเจ้ามาพบท่านวันนี้พร้อมข่าวดียิ่งสองประการ ข่าวแรก พระผู้เป็นเจ้าและตัวข้าพเจ้าเพิ่งจะประชุมสุดยอดครั้งสำคัญร่วมกันมา

และข่าวที่สอง พระองค์ทรงบอกว่าข้าพเจ้าจะเป็นประธานาธิบดีของพวกท่านไปชั่วกัลปาวสาน"

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

ปีแห่งการจัดโครงสร้างอำนาจของสถาบันหลักของชาติ

บทสัมภาษณ์ ดร.เกษียร เตชะพีระ โดย ประชาชาติธุรกิจ

ปี 2553 เป็นปีแห่งความขัดแย้ง อย่างถึงราก นักวิชาการ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ นักกฎหมาย ต้องนอนก่ายหน้าผาก-พลิกตำราเก่าแก่รับมือ

ดร.เกษียร เตชะพีระ ในฐานะคอลัมนิสต์-นักรัฐศาสตร์ ฟันธงว่า ปี 2554 จะเป็นปีแห่งการจัดโครงสร้างอำนาจของสถาบันหลักของชาติใหม่ พร้อม ๆ กับการกระชับพื้นที่ให้มวลชนสีแดง-สีเหลือง ค้นหาเหตุผลมาต่อสู้กัน แทนการใช้กำลัง ความรุนแรง

หากสีใดยังใช้มวลชนเป็น "เบี้ย" ถือว่าเป็นการกระทำที่ "ทุเรศ" และต้องส่งเสริมให้เกิดการ "ทะเลาะกันโดยสันติ"

บรรทัดจากนี้ไป เป็นคำทำนาย ข้อวิเคราะห์ บทวิพากษ์ และวิจารณ์ทุกโครงสร้างอำนาจ

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดของการเมืองปี 2554 มีอะไรบ้าง
มันทับซ้อนกัน 2 เรื่อง อันแรก เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร 2549 ก็คือจะจัดระเบียบการเมืองยังไงให้ลงตัว เพราะว่ามันมีกลุ่มอำนาจ ซึ่งเขาดำรงอยู่จริงในทางสังคม ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีกระบวนการที่กลั่นกรองทางการเมือง แต่กระบวนการที่กลั่นกรองนั้น ใน 3-4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า มันก่อปัญหามากกว่าด้วยซ้ำ แปลว่าคุณจะจัดระเบียบการเมืองยังไง ที่จะดึงเอากลุ่มพลังที่ถูกกันออกไป ให้เข้ามามีที่ทางในระเบียบการเมือง และสู้กันในวงการเกมกฎกติกาทางการเมืองได้

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บทบาทของการเมืองภาคประชาชน

การเมืองภาคประชาชน ในงานวิจัยของเสกสรรค์ โดย เกษียร เตชะพีระ

ผมสบโอกาสได้รับเชิญให้ช่วยอ่านและวิจารณ์ร่างรายงานการวิจัยเรื่อง "บทบาทของการเมืองภาคประชาชน ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทย" ของอาจารย์ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 55 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา อ่านแล้วก็ตื่นเต้นและประทับใจ อยากเอามาเล่าต่อสู่ท่านผู้อ่าน งานวิจัยชิ้นนี้ได้การสนับสนุนจากทุนปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ 50 ปีธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2545 อาจารย์เสกสรรค์อ่านค้นคว้าเก็บรวบรวมข้อมูลไป ตามสัมภาษณ์ปัญญาชนสาธารณะผู้นำกลุ่มประชาชน และผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชน 37 คน จากเหนือจรดใต้ไป พร้อมกับสอนหนังสือและตรวจข้อสอบของนักศึกษาเป็นร้อยๆ ที่คณะรัฐศาสตร์รวม 7 วิชาไปด้วย กินเวลาปีกว่าจึงเขียนเสร็จ

แต่หากนับช่วงเวลาที่อาจารย์เสกสรรค์เฝ้าครุ่นคิดใคร่ครวญถึงปัญหามูลฐานต่างๆ เกี่ยวกับรัฐ สังคมและการเมืองไทยจนก่อรูปเป็นแนวความเข้าใจและองค์ความรู้ในงานชิ้นนี้ก็คงจะกว่า 15 ปีตั้งแต่ค้นคว้าและเขียนวิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตเรื่อง "TheTransformation of the Thai State and Economic Change(1855-1945) ("การเปลี่ยนรูปของรัฐไทยกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2498-2488) เสร็จ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล เมื่อปี พ.ศ. 2532 และผลิตงานทางปัญญาและวิชาการแนวเดียวกันแบบเกาะติดสืบเนื่องมา ในฐานะข้อเขียนชิ้นหนึ่ง งานเรื่อง "บทบาทของการเมืองภาคประชาชนในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย" จัดเป็นความเรียงขนาดยาว(เนื้อหา 4 บท 158 หน้า) ที่นำเสนอข้อถกเถียงโต้แย้งอย่างแน่นเนื่อง ผ่านการบ่มเพาะความคิดมานานจนสุกงอม และเพียบพร้อมด้วยข้อคิดความเข้าใจอันหยั่งลึก