เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

"อัมพร ด้วงปาน" ราษฎรบำนาญ

"อัมพร ด้วงปาน" ที่เป็นเพียงอดีตภารโรง อดีตกำนัน แต่เป็นวิทยากรบรรยายให้นายกประเทศไทย ไม่ว่านายชวน หรือแม้แต่พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ

ลุง อัมพร เล่าว่า การทำงานที่คลองเปียะนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ปี 2523 ตอนนั้นในหมู่บ้านมีอยู่เพียง 10 หมู่ ประชากรเพียง 3000 คน ได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ่นมาเนื่องจากไม่เชื่อมั่นในกลไกการทำงานของรัฐ ที่ได้ตั้ง ธกส.ขึ้น ลุงอัมพร มองว่าเงินของธนาคารนั้นอย่างไรเสียก็ยังเป็นของคนนอก ไม่ใช่เงินทุนของตัวเอง ทำอย่างไรก็ไม่ยั่งยืน

ลุงอัมพร จึงเริ่มต้นตั้งกลุ่มขึ้นมามาสมาชิกรุ่นแรกเพียง 51 คน มีการออมกันทุกวันที่ 1 ของเดือน ค่อยๆสร้างความเชื่อมั่น ปรับปรุงกติกา มีการให้เงินเพื่อหมุนเวียนกันยืม ใช้แนวคิด สร้่างทำนบกันเงินไม่ให้ไหลออกนอกพื้นที่

"เริ่มต้่นด้วยการรู้รักสามัคคี หากพลังความสามัคคีไม่มี การพัฒนาไม่เกิด" ลุงอัมพรว่า

รัฐบาลกับการสนับสนุนการพัฒนาเพื่อชุมชนพึ่งตนเอง

คำกล่าวปาฐกถา ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2546 เวลา 13.55 น.

นมัสการพระคุณเจ้า

ผมมาเห็นบรรยากาศแล้วตั้งแต่เดินเข้ามา ดีใจสุขใจ ผมคิดว่าวันนี้ชุมชนคนไทยโดยเฉพาะคนไทยรากหญ้าเริ่มมีความหวังขึ้น ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเอง เพราะว่าจากที่กว่าจะมาเป็นพรรคไทยรักไทย กว่าจะมาเป็นรัฐบาลวันนี้ ผมได้ทำงานร่วมกับชุมชนมาก ลุงอัมพร ฯ กับผมรู้จักกันดี ส่วนหนึ่งของเรื่องกองทุนหมู่บ้านก็มาจากความมั่นใจที่ได้ไปเห็นการทำแล้วสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นของพระมหาสุบิน มณีโต ที่ตราด และของลุงอัมพร ด้วงปาน เลยทำให้เกิดความมั่นใจในการที่จะใช้นโยบายที่มอบความไว้วางใจไปที่ประชาชน รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไว้ใจประชาชนมากที่สุด และเชื่อมั่นว่าประชาชนช่วยตัวเองได้ แต่เราต้องมีหน้าที่เอาอุปสรรคออกจากประชาชน และเอาโอกาสไปให้ประชาชน ให้สามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ นั่นเป็นความเชื่อของผมและคณะของผมที่คิดกันมา นายกรัฐมนตรีก็เป็นประชาชน รัฐมนตรีก็เป็นประชาชน ชาวบ้านก็เป็นประชาชน เพราะฉะนั้นเราเป็นหุ้นส่วนที่จะช่วยทำให้ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่น่าอยู่ ให้คนไทยทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพียงแต่ว่าผมได้รับมอบหมายโดยกติกาบอกว่าผมเป็นตัวแทนประชาชนทั้งหมด ไปจัดการบริหารให้คนไทยทั้งหมดได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมีสันติ แต่บังเอิญว่าวันที่ผมเข้ามารับ ผมก็รับช่วงจากรัฐบาลก่อน ๆ ซึ่งยุคสมัย ความจำเป็นในการใช้กฎหมายก็ต่างกันไปตามยุคสมัย แต่บางครั้งยุคสมัยเปลี่ยนไป กฎหมายไม่ได้เปลี่ยนไป และกฎหมายที่ไม่ได้เปลี่ยน ไปเป็นอุปสรรคต่อชีวิตคน อุปสรรคต่อการทำมาหากินของคนอย่างที่แม่สะอิ้ง ฯ พูดเมื่อสักครู่

การปฏิวัติชุมชน : ปรีชา ทองเสงี่ยม

โดย ปรีชา ทองเสงี่ยม
เกษตรกรดีเด่น อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว

คำว่า “ปฏิวัติ” ความหมายคือการเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนแปลงที่จะนำเสนอต่อไปนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการที่ผู้เขียนเลือกใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ก็เพราะว่าต้องการจุดประกายให้คนหันมาสนใจในเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไป เพราะที่ผ่านมาจะเห็นแต่คำว่า “พัฒนา” และประกอบกับการพัฒนาชนบทที่ผ่านมาได้ผลน้อยมาก จนดูราวกับว่าเป็นการซื้อเวลา ปัญหาต่างๆจึงรุมเร้าและบีบรัดคนชนบทเป็นอย่างมาก จนในที่สุดส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตตกต่ำลง เช่นเรื่องหนี้สิน เรื่องปัญหาปากท้อง และเรื่องการศึกษาของบุตรหลาน เป็นต้น

คนชนบทแทบจะไม่มีอำนาจต่อรองใดๆในสังคมและถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมาก และคนในสังคมชั้นสูงยังมองคนในชนบทว่าเป็นคนไม่เอาไหนยากจนและชอบซื้อสิทธิขายเสียง เป็นต้น ปัญหาต่างๆจึงวนเวียนและซ้ำซากมาช้านาน

บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่คนชนบทจะลุกขึ้นมาร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง การปฏิวัติชุมชน คือ การเปลี่ยนแปลงทางความคิด ในที่นี้คือคิดที่จะพึ่งตนเอง คิดที่จะยืนด้วยขาของตัวเอง ภายใต้องค์ความรู้และวิธีการทั้งหมดที่จะนำเสนอต่อไปนี้และผมได้พิสูจแล้วว่าภายใต้ขอบข่ายการปฏิวัติชุมชน จะสามารถแก้ปัญหาในชนบทได้เกือบทุกปัญหา นั่นหมายถึงจะมีผลในการแก้ปัญหาระดับชาติด้วยเช่นเดียวกัน

โจทย์ที่น่ากลัวที่สุด ในทัศนะ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

ต้องยอมรับว่าปี 2553 ที่ผ่านมา "กองทัพ" ภายใต้การนำของ "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการช่วยรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" สยบการชุมนุมของคนเสื้อแดง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ดังนั้น ในปี 2554 ภารกิจหลักของ "กองทัพ" ภายใต้การนำของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.คนใหม่ คือ การสานต่อนโยบายที่ไม่น่าแตกต่างจากยุคของ "พล.อ.อนุพงษ์" แต่ภายใต้บุคลิกและท่าทีการให้สัมภาษณ์ของ ผบ.ทบ.คนใหม่ โดยเฉพาะสโลแกนเด็ด "ประเทศมี 2 กลุ่ม คนดีและคนไม่ดี" จึงทำให้ฝ่ายหลายมองว่า "พล.อ.ประยุทธ์" ดูค่อนข้างแข็งกร้าว ดังนั้น "กองทัพ" ในปี 2554 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะอย่าลืมว่าปี 2554 เป็นปีแห่งการเลือกตั้ง

บทบาทของกองทัพย่อมมีความสำคัญต่อผลแพ้ชนะและการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง
"มติชน" มองเห็นบทบาทของกองทัพ และมีโอกาสนั่งสนทนากับ "สุรชาติ บำรุงสุข" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านกองทัพกับการเมือง ถือเป็นการสะท้อนบทบาทของกองทัพในปี 2554 เพื่อสร้างความเข้าใจในบริบทของกองทัพและการเมืองมากยิ่งขึ้น

@ มองบทบาทกองทัพกับการเมืองไทยในปี 2554 อย่างไร
แนวโน้มสถานการณ์การเมืองปี 2554 ล้วนเป็นดัชนีที่ไม่ส่งสัญญาณเชิงบวก ที่ผ่านมาเราเห็นสัญญาณเชิงลบ ซึ่งทหารคงไม่ถอยตัวออกจากการเมืองในระยะสั้น คำถาม ถ้าทหารไม่ถอนตัวออกจากการเมืองในระยะสั้น บทบาทของทหารจะสูงมากกว่าปี 2553 หรือไม่ ถ้าสูงมากขึ้นสังคมโดยรวมรับได้หรือไม่ แม้จะมีการเลือกตั้งแต่อำนาจที่แท้จริงยังถูกตัดสินอยู่ในกรม กอง ของทหาร จะนำพาสังคมการเมืองไทยไปอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

การสร้างพลเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตยไทย

บทสัมภาษณ์ความเห็นทางวิชาการ ของ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง "การสร้างพลเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตยไทย" โดยเป็น"กองบรรณาธิการจุลนิติ"เป็นผู้สัมภาษณ์ ในช่วงปลายปี 2553

ดร. วรเจตน์ : คำว่า “ประชาธิปไตย” หมายถึงการปกครองโดยประชาชนเป็นใหญ่ เป็นรูปแบบหนึ่งของระบอบการปกครอง (Regime of Government) เราคงทราบว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้น ได้ผ่านรูปแบบการปกครองมาแล้วหลายรูปแบบด้วยกัน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นประเด็นที่นับว่าเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด คือ “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยควรเป็นของใครหรือควรอยู่ที่ ใคร” ซึ่งในที่สุดแล้วพัฒนาการของแนวความคิดทางด้านการเมืองโดยเฉพาะในยุคสมัย ใหม่เป็นต้นมา ได้ให้การยอมรับและถือว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ “ควรเป็นของประชาชน”

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้ว หลักการพื้นฐานหรือหัวใจที่มีความจำเป็นต้องพิจารณาและคำนึงถึงคือ อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศนั้นเป็นของใคร ฉะนั้น ถ้าหากว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของพระเจ้าหรือผู้แทนของพระเจ้า บนพื้นพิภพ หรือเป็นของพระมหากษัตริย์ หรือเป็นของนักวิชาการหรือนักปราชญ์แล้ว การปกครองในรูปแบบนั้นไม่ถือว่าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศต้องเป็น ของประชาชน