ความสืบเนื่องและความแตกหักของโลกทรรศน์หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕
เมื่อเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แล้ว สำนักจารีตประเพณีพยายามสร้างคำอธิบายที่ให้ความต่อเนื่องกับจารีตในอดีต แต่สำนักรัฐธรรมนูญนิยมที่ปรากฏชัดขึ้นหลังการปฏิวัติได้ปฏิเสธคำอธิบายแบบจารีตประเพณีและสร้างคำอธิบายที่แตกหักกับสำนักจารีตประเพณี โดยทั้งสองฝ่ายได้ขับเคี่ยวกันในการให้คำอธิบายความจำเป็นของการปฏิวัติ, ที่มาแห่งอำนาจอธิปไตยและอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองใหม่ ดังนี้ นักกฎหมายสำนักจารีตประเพณีนี้ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายที่สำเร็จเนติบัณฑิตหรือบัณฑิตทางกฎหมายจากอังกฤษที่เน้นการใช้กฎหมายจารีตประเพณีโดยได้อ้างอิงหลักการรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแบบอังกฤษ คือ หลักการแบ่งอำนาจเป็นความเข้าใจและร่วมมือกันเป็นอย่างดีระหว่างผู้ใช้อำนาจอธิปไตย โดยไม่มีการตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแต่จะยึดถือธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติต่อๆ กันมา เน้นขนบประเพณีและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ของอังกฤษ และพยายามอ้างอิงอำนาจพระมหากษัตริย์ไทยเข้ากับพระมหากษัตริย์อังกฤษ นอกจากที่เรียนจากอังกฤษแล้วยังมีนักกฎหมายส่วนหนึ่งในสำนักนี้ที่สำเร็จจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม
โลกทรรศน์และวิธีการอธิบายสถาบันทางการเมืองนักกฎหมายสำนักจารีตประเพณีที่มักเน้นอธิบาย “จารีต” อำนาจทางการเมืองไทยให้อิงเข้ากับจารีตอำนาจของอังกฤษ หรือการยอมรับแต่เพียงผลลัพธ์ แต่กลับปฏิเสธสาเหตุ หรือประสบการณ์ของประวัติศาสตร์การเมืองแบบอังกฤษที่เกิดขึ้น โดยดึงหลักการเพียงบางส่วนเข้ามาและผสมผสานกับความเชื่อเดิมเพื่อวางแบบแผนในการร่างรัฐธรรมนูญและการให้คำอธิบายมาตราต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญของไทยในเวลาต่อมา ปัญญาชนนักกฎหมายสำนักจารีตประเพณีนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงในตำแหน่งตุลาการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีความใกล้ชิดกับเจ้านายและพระมหากษัตริย์ เช่น พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (๘) พระยาศรีวิสารวาจา (๙) พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี (๑๐) พระยาปรีดานฤเบศร์ (๑๑) พระยามานวราชเสวี (๑๒) หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ (๑๓) และหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (๑๔) ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เป็นต้น
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิวัติ 2475 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิวัติ 2475 แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
พรมแดนความรู้ของการปฏิวัติสยาม 2475
การเสวนา"พรมแดนการเมือง พรมแดนความรู้ของการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475
วันที่ 24 มิถุนายน 2553 ในวาระการเปิดตัวหนังสือ "การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475"
ซึ่งแต่งโดย ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายอันได้แก่ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดร.ณัฐพล ใจจริง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ด้านรัฐศาสตร์ เข้าร่วมการสัมมนา ดำเนินรายการโดย อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดย อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวว่า วันที่ 24 มิถุนายน หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการประกาศของคณะราษฎร โดยมีหลักหกประการและธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยฉบับแรกของไทย โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ มีการดึงอำนาจอธิปไตยซึ่งเดิมเป็นของกษัตริย์ให้เป็นของประชาชน และกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ ไม่มีพระราชอำนาจในการบริหารบ้านเมือง การกระทำของกษัตริย์ในทางการเมืองต้องมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเสมอ
แต่สาระสำคัญบางส่วนได้ถูกแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสมัย 10 ธันวาคม 2475 เพราะเป็นผลผลิตในการต่อรองระหว่างคณะราษฎรกับสถาบันกษัตริย์ คณะราษฎรให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นกติกาพื้นฐานของการเมืองการปกครอง โดยพยายามทำให้เป็นอีกสถาบันหนึ่งต่อจากชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยมีการให้สิทธิการเลือกตั้งแก่บุคคลทั่วไป
วันที่ 24 มิถุนายน 2553 ในวาระการเปิดตัวหนังสือ "การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475"
ซึ่งแต่งโดย ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
จัดงานเสวนา โดย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ร่วมกับ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายอันได้แก่ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดร.ณัฐพล ใจจริง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ด้านรัฐศาสตร์ เข้าร่วมการสัมมนา ดำเนินรายการโดย อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล : ดร.ณัฐพล ใจจริง : อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ
แต่สาระสำคัญบางส่วนได้ถูกแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสมัย 10 ธันวาคม 2475 เพราะเป็นผลผลิตในการต่อรองระหว่างคณะราษฎรกับสถาบันกษัตริย์ คณะราษฎรให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นกติกาพื้นฐานของการเมืองการปกครอง โดยพยายามทำให้เป็นอีกสถาบันหนึ่งต่อจากชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยมีการให้สิทธิการเลือกตั้งแก่บุคคลทั่วไป
Labels:
10 ธันวาคม,
คณะราษฎร,
ปฏิวัติ 2475,
รัฐธรรมนูญ,
อภิวัฒน์สยาม,
อำมาตยาธิปไตย
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง
เสวนา "แนวโน้มสถานะประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง"
27 มิถุนายน 2553 โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
มรดกทางการเมืองจาก 2475 ถึงปฎิวัติใหญ่ 2540
ผมในฐานะที่เป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ และนักเรียนประวัติศาสตร์ ต้องเริ่มต้นว่า ประชาธิปไตยไทยและประชาธิปไตยของทุกประเทศ มีความมหัศจรรย์ แม้มีรูปแบบความเป็นมาจากแหล่งใด แต่เมื่อไปเติบโตในสังคมใดสังคมหนึ่ง จะมีเนื้อหาที่คลุกเคล้าไปกับสังคมนั้นเสมอ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องประเมิน มีอยู่ 2 มิติ คือ มิติทางประวัติศาสตร์ กับ มิติทางสังคม
มิติทางประวัติศาสตร์นั้น ประชาธิปไตยไทยในหลายสิบปีทีผ่านมา ไม่ได้อยู่นิ่งกับที่ แต่มีวิวัฒนาการและจุดพลิกผันอยู่หลายจุด แต่ละจุดมีมรดกตกทอด มาจนถึงปัจจุบัน ในช่วง 25 ปีแรกของประชาธิปไตยไทย มีลักษณะกึ่งประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร มีบทบาทนำ หลายคนบอกว่าเป็นเผด็จการ แต่ผมว่า ไม่ใช่ เพราะมีการเลือกตั้ง ตั้งแต่ยุคแรกแล้ว
ความจริงในช่วง 25 ปีแรก เรามีนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่สายอีสานหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เตียง ศิริขันธ์ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้ว คนกรุงเทพก็ไม่ควรลืม ไถง สุวรรณทัต จะบอกว่ายุคนี้เป็นเผด็จการ คงไม่ใช่ เพราะมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยที่กึ่งผสมผสานระหว่างพลังของสังคมกับพลังของคณะราษฎร ผมเรียกว่า กึ่งประชาธิปไตย ที่คณะราษฎรมีบทบาทนำ ความจริงมีมรดกที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันหลายเรื่อง
27 มิถุนายน 2553 โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
อดีตคณะบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มรดกทางการเมืองจาก 2475 ถึงปฎิวัติใหญ่ 2540
ผมในฐานะที่เป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ และนักเรียนประวัติศาสตร์ ต้องเริ่มต้นว่า ประชาธิปไตยไทยและประชาธิปไตยของทุกประเทศ มีความมหัศจรรย์ แม้มีรูปแบบความเป็นมาจากแหล่งใด แต่เมื่อไปเติบโตในสังคมใดสังคมหนึ่ง จะมีเนื้อหาที่คลุกเคล้าไปกับสังคมนั้นเสมอ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องประเมิน มีอยู่ 2 มิติ คือ มิติทางประวัติศาสตร์ กับ มิติทางสังคม
ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
มิติทางประวัติศาสตร์นั้น ประชาธิปไตยไทยในหลายสิบปีทีผ่านมา ไม่ได้อยู่นิ่งกับที่ แต่มีวิวัฒนาการและจุดพลิกผันอยู่หลายจุด แต่ละจุดมีมรดกตกทอด มาจนถึงปัจจุบัน ในช่วง 25 ปีแรกของประชาธิปไตยไทย มีลักษณะกึ่งประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร มีบทบาทนำ หลายคนบอกว่าเป็นเผด็จการ แต่ผมว่า ไม่ใช่ เพราะมีการเลือกตั้ง ตั้งแต่ยุคแรกแล้ว
ความจริงในช่วง 25 ปีแรก เรามีนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่สายอีสานหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เตียง ศิริขันธ์ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้ว คนกรุงเทพก็ไม่ควรลืม ไถง สุวรรณทัต จะบอกว่ายุคนี้เป็นเผด็จการ คงไม่ใช่ เพราะมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยที่กึ่งผสมผสานระหว่างพลังของสังคมกับพลังของคณะราษฎร ผมเรียกว่า กึ่งประชาธิปไตย ที่คณะราษฎรมีบทบาทนำ ความจริงมีมรดกที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันหลายเรื่อง
Labels:
10 ธันวาคม,
คณะราษฎร,
ปฏิวัติ 2475,
รัฐธรรมนูญ,
อภิวัฒน์สยาม,
อำมาตยาธิปไตย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

