เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การเมืองการปกครองเปรียบเทียบ

ศึกษาลักษณะการปกครองของประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นแนวทางทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะการปกครองของประเทศไทยในปัจจุบันที่นำลักษณะการปกครองของประเทศต่างๆ เข้ามาปรับปรุงในการร่างรัฐธรรมนูญ

การปกครองประเทศอังกฤษ : ระบบรัฐสภา
รัฐธรรมนูญอังกฤษเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร แต่กระจัดกระจายอยู่ในรูปแบบต่างๆ กันในรูปของพระราชบัญญัติต่างๆ บ้าง เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปี ค.ศ.1689 พระราชบัญญัติสืบสันตติวงศ์ ปี 1701 เป็นต้น หรือในรูปของข้อตกลงและขนบธรรมเนียม เช่น การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีไม่มีกฎหมายฉบับไหนบ่งบอกให้มีการจัดตั้ง แต่คณะรัฐมนตรีวิวัฒนาการจากภาคปฏิบัติจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมที่ยอมรับกกันมาเกือบ 300 ปีแล้ว

รัฐธรรมนูญของอังกฤษ จึงเป็นเรื่องราวของวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์การเมือง เกิดขึ้นหรือเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการร่วมมือ และการขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์และขุนนาง และกว่าจะเข้ารูปเข้ารอยดังเช่นปัจจุบันก็ต้องผ่านสงครามปฏิวัติถึง 2 ครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 17 และยังจะต้องมีการปฏิรูปกันขนานใหญ่ในศตวรรษที่ 19 และ 20 ถึงจะประกฎในรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยดังที่ปรากฏ การต่อสู้ดิ้นรนระหว่างขุนนางอังกฤษและมหากษัตริย์ในอดีต เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นของตนเองและตามแนวความคิดเชื่อถือตามลัทธิศาสนา แต่ผลของการต่อสู้เรื่องนี้ชักนำให้เกิดระบบการปกครองที่กลายเป็นพื้นฐานของระบบการปกครองประชาธิปไตยในสมัยต่อมา

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ปัญหาขององค์กรอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โดย วนเจตย์ ภาคีรัตน์
เมื่อไม่นานมานี้ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งนิติราษฎร์ ได้นำเสนอบทความเรื่อง" ปัญหาขององค์กรอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ" ผ่านเว็บนิติราษฎร์ ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ การแบ่งแยกอำนาจในรัฐธรรมนูญเป็นการแบ่งแยกการใช้อำนาจของรัฐให้องค์กร นิติบัญญัติ คือ รัฐสภา องค์กรบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี และองค์กรตุลาการ คือ ศาลยุติธรรม (และศาลทหาร) เป็นผู้แสดงออกซึ่งอำนาจของรัฐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆขึ้นใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาแต่เดิมหลายองค์กร ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เจ้าของรัฐธรรมนูญยังไม่เชื่อ แล้วใครจะเชื่อ?

คอลัมน์: เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษาสภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

คนที่ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงก็คือคนที่เชื่อว่าทหารยังคิดทำรัฐประหารอยู่อีก และเป็นคนที่เห็นบทบาทของทหารเป็นรูปธรรมจากการรัฐประหารปี 2549 และยังได้รับรู้ความล้มเหลวอันสืบเนื่องจากการรัฐประหารครั้งนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ความล้มเหลวจาการทำรัฐประหาร 2549 เป็นความล้มเหลวทั้งกระบวนการเป็นความล้มเหลวที่ส่งแรงสะเทือนอย่างลึกซึ้งไปถึงรากฐานของระบอบการเมืองไทยทำให้สังคมไทยแตกแยกไปทั่วปริมณฑลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เกิดภาวะสั่นคลอนทางความเชื่อเก่าแก่เชิงสัญลักษณ์อย่างรุนแรง สร้างความตึงเครียดสุดขีดขึ้นภายในสังคมไทยตลอด 5 ปีนับตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา

รัฐประหาร 2549 เกิดขึ้นเพื่อกำจัดการปกครองของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียวขนาดใหญ่ มีอำนาจการเมืองสูง นั่นคือพรรคไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้คณะรัฐประหารเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 เป็นต้นเหตุให้เกิดรัฐบาลที่มีลักษณะน่าหวาดกลัวอย่างรัฐบาลทักษิณ

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

กรณีศึกษา การเมืองภาคประชาชน

จากการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517*

รัฐธรรมนูญของประชาชนกับความเป็นประชาธิปไตยในการร่างรัฐธรรมนูญและ
รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

ตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism) เชื่อว่าการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์ อักษร จะเป็นหลักการสำคัญและเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม ได้พัฒนามาเป็นลำดับและมีการสร้างสถาบันการเมืองที่เป็นอิสระ หรือกึ่งอิสระตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญในอันที่จะเป็นกลไกกำกับ, ตรวจสอบการทำงานตลอดจนแบบแผนการ ใช้อำนาจของนักการเมืองและผู้บริหารระดับสูง แต่ถึงแม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ ไม่ใช่หลักประกันต่อสิ่งที่เรียกว่าความเป็นประชาธิปไตย หากยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบตัวบทของรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าความเป็นประชาธิปไตย (อมร จันทรสมบูรณ์, มปป. และโกสินทร์ วงศ์สุรวัฒน์, 2516)

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

กฎหมายกับการพัฒนาการเมือง

การใช้อำนาจของสถาบันหลักทางการเมือง


ระบบการเมือง หมายถึง ระบบซึ่งประกอบไปด้วย ข้าราชการการเมือง พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มผลประโยชน์ สื่อมวลชนและประชาชน การที่กลุ่มต่างๆเหล่านี้มาอยู่ร่วมกันในรูปแบบของรัฐจะมีการสร้างระบอบการปกครองมาใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย
ระบอบการเมือง คือระบบการบริหารสังคมที่เรียกว่า “รัฐ” นั่นเอง

ในระบบการบริหารจัดการรัฐ จึงเป็นระบบของการตัดสินใจแทนรัฐโดยผู้ใช้อำนาจรัฐ เป็นการกระทำในนามของรัฐและมีผลผูกพันต่อคนในสังคมของรัฐนั้นๆต้องให้การยอมรับหรือต้องปฏิบัติตาม

ระบอบการเมือง จึงเป็นระบบการปกครองและการบริหารจัดการรัฐโดยสถาบันต่างๆและผู้ใช้อำนาจรัฐ และมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของทุกคนในสังคมรัฐนั้นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิเคราะห์เพื่อไทย ไขรหัสแก้รัฐธรรมนูญ

บทสัมภาษณ์ “พงศ์เทพ เทพกาญจนา”
ประชาชาติธุรกิจ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
"ผมว่าคนใน 111 จำนวนหนึ่งเท่าที่ผมคุย เขาก็ยังคิดที่จะกลับเข้ามาทำงานด้านการเมืองอยู่"

อีก 16 เดือน คนการเมือง 111 คน จะคืนเวที
ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่ถูกจัดระบบ-วางระเบียบใหม่
หลายคนปรากฏตัวต่อสาธารณะ ร่วมกับพรรคการเมือง สม่ำเสมอ
บางคนให้ความเห็นทางการเมืองในฐานะ “ที่ปรึกษา”
บางคนคลุกวงใน ล้วงลึกถึงห้องประชุมคณะรัฐมนตรี
“พงษ์เทพ เทพกาญจนา” เคยปรากฏตัวบนเวทีเสื้อแดง และเคียงคู่ “ทักษิณ” ในฐานะ “โฆษกส่วนตัว”
เขาปรากฏความเห็น กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในฐานะ “นักกฏหมาย”

@ มองการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างไร

ปัญหา หลักของ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่เรื่องที่กำลังแก้ไขอยู่ตอนนี้ ทั้งระบบเลือกตั้ง ส.ส.หรือการทำสนธิสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องปลีกย่อย ปัญหาหลักของรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ที่พื้นฐานการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้รัฐธรรมนูญถูกยกร่างขึ้นมาหลังการ ยึดอำนาจ คณะปฏิรูปฯเป็นคนเลือกผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และยกร่างบนพื้นฐานความไม่เชื่อถือประชาชน คิดว่าประชาชน ขายสิทธิขายเสียง ไม่มีความรู้ ไม่มีความรับผิดชอบเพียงพอที่จะตัดสินใจปัญหาของประเทศชาติ รัฐธรรมนูญจึงไม่ได้ให้อำนาจอธิปไตยอยู่กับประชาชนแต่ให้ไปอยู่กับคนกลุ่ม เล็กๆ เช่น องค์กรอิสระและศาล ซึ่งมีจุดยึดโยงกับประชาชนน้อยมาก

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

ประชาธิปไตยไม่ใช่เหลืองหรือแดง

วิบูลย์ แช่มชื่น
ที่มา : ประชาไท

ต่อบทความเรื่อง “มายาคติ – ประชาชนยังไม่พร้อม” ของนักปรัชญาชายขอบ ในประชาไท ขอร่วมแสดงความเห็น เพื่อช่วยชี้ประเด็น และเพื่อให้เห็นทางสว่างร่วมกัน ตามที่ผู้เขียนอ้างถึง ขออภัยที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์วรเจตน์เรื่อง ร.๗ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับของพระยากัลยาณไมตรี จะยกร่างอย่างไร การที่พระองค์ท่านลงพระนามเห็นชอบในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองสยามฉบับ ชั่วคราว ก็ถือว่าพระองค์ท่านเห็นด้วยในหลัก Democracy แล้ว ส่วนคณะราษฎรนั้น ถือว่าพลาดไปจริงๆ ที่ไม่ได้สร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้น หลังยึดอำนาจ แต่ได้สร้างระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) ขึ้นมาแทน (รธน.ฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕) เป็นต้นแบบการปกครองไทยจนปัจจุบัน เป็นอุปสรรคของประชาธิปไตยมาตลอด

ส่วนความเห็นของทั้งอาจารย์ยิ้ม คุณสุริยะใส และนักปรัชญาชายขอบ นั้นมีประเด็นหลักวิชาที่เห็นว่ายังขาด และอยากแก้ไขและเติมเต็ม ให้สาธารณะได้เข้าใจเป็นหลักเสียก่อน ก่อนจะวิเคราะห์ปัญหาเรื่องสีเสื้อ ซึ่งเห็นว่าทั้งเหลืองและแดง ก็ยังเข้าใจผิดเรื่องประชาธิปไตยพอๆ กัน ทำให้เป็นปัญหามาจนคนบริสุทธิ์ตายกันหลายร้อยคนแล้ว

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แจ็คกับยักษ์ และ กล่องแพนโดร่า ในรัฐธรรมนูญไทยฯ

“จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 2475-2490 ”
โดย ณัฐพล ใจจริง
ที่มา : นิติราษฎร์

“อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

สวัสดีพลเมือง นิสิตนักศึกษา ผู้แสวงหาความรู้และมีความตื่นตัวในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทุกท่าน การอภิปรายในวันนี้ของพวกเรา คือ การยืนยันและเชิดชูระบอบประชาธิปไตยที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ 2475

วันนี้เป็นโอกาสที่ดีและเหมาะสมด้วยทั้งกาละและเทศะ กล่าว คือ เราได้มาประชุมกันขึ้น ในวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และในสถานที่ คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นผลผลิตโดยตรงจากการปฏิวัติ 2475

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปัญหาการเมืองไทย

การเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปของรัฐและการจัดระเบียบความสัมพันธ์ภายในรัฐระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง โดยเมื่อสังคมมนุษย์ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาล คนเราจึงต้องแบ่งออกเป็นสองพวกใหญ่ๆ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่บังคับกับผู้ถูกบังคับเสมอ

กลุ่มปัญหาที่เกิดทางการเมือง

กลุ่มแรก การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ โดยเป็นการต่อสู่กันเพื่อใหได้มาซึ่งอำนาจและอิทธิพลในการบริหารกิจการบ้านเมือง

กลุ่มที่สอง การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรของรัฐหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม

กลุ่มที่สาม การเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ทั้งนี้เนื่องจากทรัพยากรของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ผู้คนซึ่งต้องการใช้ทรัพยากรนั้นมีอยู่มากและความต้องการใช้ไม่มีขีดจำกัด การเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่คนในสังคมไม่อาจตกลงกันได้หรือเกิดความขัดแย้งขึ้น

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กรณีศึกษา "การเมืองภาคประชาชน" ตอน ๑

กรณีศึกษา การเมืองภาคประชาชน
จากการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517*

รัฐธรรมนูญของประชาชนกับความเป็นประชาธิปไตยในการร่างรัฐธรรมนูญและ
รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

ตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism) เชื่อว่าการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์ อักษร จะเป็นหลักการสำคัญและเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม ได้พัฒนามาเป็นลำดับและมีการสร้างสถาบันการเมืองที่เป็นอิสระ หรือกึ่งอิสระตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญในอันที่จะเป็นกลไกกำกับ, ตรวจสอบการทำงานตลอดจนแบบแผนการ ใช้อำนาจของนักการเมืองและผู้บริหารระดับสูง แต่ถึงแม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ ไม่ใช่หลักประกันต่อสิ่งที่เรียกว่าความเป็นประชาธิปไตย หากยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบตัวบทของรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าความเป็นประชาธิปไตย (อมร จันทรสมบูรณ์, มปป. และโกสินทร์ วงศ์สุรวัฒน์, 2516)

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

รัฐาธิปัตย์ และ โลกทรรศน์หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

ความสืบเนื่องและความแตกหักของโลกทรรศน์หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

เมื่อเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แล้ว สำนักจารีตประเพณีพยายามสร้างคำอธิบายที่ให้ความต่อเนื่องกับจารีตในอดีต แต่สำนักรัฐธรรมนูญนิยมที่ปรากฏชัดขึ้นหลังการปฏิวัติได้ปฏิเสธคำอธิบายแบบจารีตประเพณีและสร้างคำอธิบายที่แตกหักกับสำนักจารีตประเพณี โดยทั้งสองฝ่ายได้ขับเคี่ยวกันในการให้คำอธิบายความจำเป็นของการปฏิวัติ, ที่มาแห่งอำนาจอธิปไตยและอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองใหม่ ดังนี้ นักกฎหมายสำนักจารีตประเพณีนี้ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายที่สำเร็จเนติบัณฑิตหรือบัณฑิตทางกฎหมายจากอังกฤษที่เน้นการใช้กฎหมายจารีตประเพณีโดยได้อ้างอิงหลักการรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแบบอังกฤษ คือ หลักการแบ่งอำนาจเป็นความเข้าใจและร่วมมือกันเป็นอย่างดีระหว่างผู้ใช้อำนาจอธิปไตย โดยไม่มีการตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแต่จะยึดถือธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติต่อๆ กันมา เน้นขนบประเพณีและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ของอังกฤษ และพยายามอ้างอิงอำนาจพระมหากษัตริย์ไทยเข้ากับพระมหากษัตริย์อังกฤษ นอกจากที่เรียนจากอังกฤษแล้วยังมีนักกฎหมายส่วนหนึ่งในสำนักนี้ที่สำเร็จจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม

โลกทรรศน์และวิธีการอธิบายสถาบันทางการเมืองนักกฎหมายสำนักจารีตประเพณีที่มักเน้นอธิบาย “จารีต” อำนาจทางการเมืองไทยให้อิงเข้ากับจารีตอำนาจของอังกฤษ หรือการยอมรับแต่เพียงผลลัพธ์ แต่กลับปฏิเสธสาเหตุ หรือประสบการณ์ของประวัติศาสตร์การเมืองแบบอังกฤษที่เกิดขึ้น โดยดึงหลักการเพียงบางส่วนเข้ามาและผสมผสานกับความเชื่อเดิมเพื่อวางแบบแผนในการร่างรัฐธรรมนูญและการให้คำอธิบายมาตราต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญของไทยในเวลาต่อมา ปัญญาชนนักกฎหมายสำนักจารีตประเพณีนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงในตำแหน่งตุลาการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีความใกล้ชิดกับเจ้านายและพระมหากษัตริย์ เช่น พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (๘) พระยาศรีวิสารวาจา (๙) พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี (๑๐) พระยาปรีดานฤเบศร์ (๑๑) พระยามานวราชเสวี (๑๒) หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ (๑๓) และหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (๑๔) ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เป็นต้น

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

“ประชาธิปไตย” เบื้องต้นสำหรับสามัญชน

โดย ปรีดี พนมยงค์

-๑-
ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”
คำว่า “ประชาธิปไตย” ประกอบด้วยคำว่า “ประชา” หมายถึงหมู่คนคือปวงชน กับคำว่า ”อธิปไตย” หมายถึงความเป็นใหญ่
คำว่า “ประชาธิปไตย” จึงหมายถึง “ความเป็นใหญ่ของปวงชน”

ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทางราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”

ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็นที่ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน” อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับหน้าที่ มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อมนุษย์อื่นและหมู่คนอื่นหรือปวงชนเป็นส่วนรวม ถ้าชนส่วนมากซึ่งเป็น “สามัญชน” ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่แต่อย่างเดียว สามัญชนก็มีลักษณะเป็นทาส หรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว โดยไม่มีหน้าที่มนุษยชน แบบการปกครองก็เกินขอบเขตของประชาธิปไตย

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง

แนวทางการสร้างสังคมประชาธิปไตย
โดย นายฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความชิ้นนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ภาคต่อ” ของบทความชิ้นที่แล้วของผู้เขียน คือเรื่อง “วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย : รัฐธรรมนูญที่แท้จริงซึ่งไม่เคยถูกยกเลิก” เนื่องจากในข้อสรุปตอนท้ายของบทความชิ้นดังกล่าวได้ทิ้ง “ปม” ไว้ว่า “...การสร้างประชาธิปไตยให้หยั่งรากลึกมั่นคงในประเทศใดนั้น มิได้จำกัดวงแคบอยู่เพียงโดยการสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องขยายออกไปถึง “การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย” ให้เกิดขึ้นในมโนสำนึกของประชาชนอย่างทั่วถึงด้วย เพราะประสบการณ์ในอดีตได้สอนให้รู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงแต่โครงสร้างการปกครอง โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว มิได้สร้าง “ความเป็นประชาธิปไตย” ที่แท้จริง มั่นคงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา…”

วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย

รัฐธรรมนูญที่แท้จริงซึ่งไม่เคยถูกยกเลิก
โดย นายฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เหตุที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความเช่นนี้ก็เพราะในช่วงนี้มีการพูดถึง “วงจร” การเมืองการปกครองของไทยตลอดระยะเวลากว่า 74 ปีที่ผ่านมา นับแต่ “เหตุการณ์” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาซึ่งประกอบด้วย การรัฐประหาร--->รัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร--->รัฐธรรมนูญชั่วคราว--->รัฐธรรมนูญถาวร--->เลือกตั้ง--->รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง--->การรัฐประหาร เป็นเช่นนี้ตลอดมา (และตลอดไป?) ในช่วงระยะดังกล่าวมีการรัฐประหารสำเร็จ 17 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว 8 ฉบับ รัฐธรรมนูญถาวร 9 ฉบับ การเลือกตั้งทั่วไป 24 ครั้ง (ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะเรียกว่าระบอบการปกครองของประเทศไทยว่าระบอบอะไรกันแน่)

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พรมแดนความรู้ของการปฏิวัติสยาม 2475

การเสวนา"พรมแดนการเมือง พรมแดนความรู้ของการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475
วันที่ 24 มิถุนายน 2553 ในวาระการเปิดตัวหนังสือ "การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475"
ซึ่งแต่งโดย ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

จัดงานเสวนา โดย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ร่วมกับ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายอันได้แก่ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดร.ณัฐพล ใจจริง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ด้านรัฐศาสตร์ เข้าร่วมการสัมมนา ดำเนินรายการโดย อาจารย์ประจักษ์  ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล : ดร.ณัฐพล  ใจจริง : อ.ประจักษ์  ก้องกีรติ

โดย อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวว่า วันที่ 24 มิถุนายน หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการประกาศของคณะราษฎร โดยมีหลักหกประการและธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยฉบับแรกของไทย โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ มีการดึงอำนาจอธิปไตยซึ่งเดิมเป็นของกษัตริย์ให้เป็นของประชาชน และกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ ไม่มีพระราชอำนาจในการบริหารบ้านเมือง การกระทำของกษัตริย์ในทางการเมืองต้องมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเสมอ

แต่สาระสำคัญบางส่วนได้ถูกแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสมัย 10 ธันวาคม 2475 เพราะเป็นผลผลิตในการต่อรองระหว่างคณะราษฎรกับสถาบันกษัตริย์ คณะราษฎรให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นกติกาพื้นฐานของการเมืองการปกครอง โดยพยายามทำให้เป็นอีกสถาบันหนึ่งต่อจากชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยมีการให้สิทธิการเลือกตั้งแก่บุคคลทั่วไป

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง

เสวนา "แนวโน้มสถานะประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง"
27 มิถุนายน 2553 โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
อดีตคณะบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มรดกทางการเมืองจาก 2475 ถึงปฎิวัติใหญ่ 2540
ผมในฐานะที่เป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ และนักเรียนประวัติศาสตร์ ต้องเริ่มต้นว่า ประชาธิปไตยไทยและประชาธิปไตยของทุกประเทศ มีความมหัศจรรย์ แม้มีรูปแบบความเป็นมาจากแหล่งใด แต่เมื่อไปเติบโตในสังคมใดสังคมหนึ่ง จะมีเนื้อหาที่คลุกเคล้าไปกับสังคมนั้นเสมอ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องประเมิน มีอยู่ 2 มิติ คือ มิติทางประวัติศาสตร์ กับ มิติทางสังคม

ดร.นครินทร์  เมฆไตรรัตน์

มิติทางประวัติศาสตร์นั้น ประชาธิปไตยไทยในหลายสิบปีทีผ่านมา ไม่ได้อยู่นิ่งกับที่ แต่มีวิวัฒนาการและจุดพลิกผันอยู่หลายจุด แต่ละจุดมีมรดกตกทอด มาจนถึงปัจจุบัน ในช่วง 25 ปีแรกของประชาธิปไตยไทย มีลักษณะกึ่งประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร มีบทบาทนำ หลายคนบอกว่าเป็นเผด็จการ แต่ผมว่า ไม่ใช่ เพราะมีการเลือกตั้ง ตั้งแต่ยุคแรกแล้ว

ความจริงในช่วง 25 ปีแรก เรามีนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่สายอีสานหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เตียง ศิริขันธ์ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้ว คนกรุงเทพก็ไม่ควรลืม ไถง สุวรรณทัต จะบอกว่ายุคนี้เป็นเผด็จการ คงไม่ใช่ เพราะมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยที่กึ่งผสมผสานระหว่างพลังของสังคมกับพลังของคณะราษฎร ผมเรียกว่า กึ่งประชาธิปไตย ที่คณะราษฎรมีบทบาทนำ ความจริงมีมรดกที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันหลายเรื่อง

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ "พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว"

ที่มา : “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” , วิษณุ เครืองาม
พิมพ์ครั้งที่ ๒ ,(กรุงเทพฯ ; โรงพิมพ์แสวงสุทธิการพิมพ์) , ๒๕๒๓, หน้า ๑๓๒-๑๓๔


"…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปแต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7
มาตรา ๑ อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์

มาตรา ๒ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนายหนึ่งซึ่งรับผิดชอบ ต่อพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง และให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย

มาตรา ๓ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงต่าง ๆ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ในกิจการทั้งปวงของแต่ละกระทรวง และจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาล ดังที่มีพระบรมราชโองการ และรับผิดชอบในการประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุนโยบายดังกล่าว

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีแต่ละนายรับผิดชอบโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำหรับงานในกระทรวงของตน และให้ร่วมปฏิบัติภาคกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาลตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี

มาตรา ๕ ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยให้คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีทุกนาย คณะรัฐมนตรีอาจอภิปรายปัญหาสำคัญอันเป็นประโยชน์ได้เสียร่วมกันได้แต่ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการลงมติทั้งปวง

มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อขอรับพระบรมราชวินิจฉัย ในปัญหาทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ถึงรัฐประหาร ๒๔๙๐

ขียนโดย สัมผัส พึ่งประดิษฐ์
ตมธก. รุ่น ๗ ธรรมศาสตร์บัณฑิต

.....๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นวันที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการปกครองแผ่นดิน มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้กฎหมาย ด้วยการยึดอำนาจการปกครองโดยคณะราษฎร โดยการนำของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) หัวหน้าฝ่ายพลเรือน อันกอปรด้วยทหารบก ทหารเรือ พลเรือน เป็นการสิ้นสุดซึ่งอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเริ่มต้นการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อประเทศชาติและประชาชนไทย ที่ทำให้อำนาจอธิปไตยตกเป็นของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรมอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งได้ก่อให้เกิดสถาบันรัฐสภา สถาบันนิติบัญญัติ บริหารบัญญัติ ตุลาการ เศรษฐกิจการเงิน การปกครอง ตลอดจนการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนขึ้นตามระบอบประชาธิปไตย ที่ได้พัฒนามาตราบจนกระทั่งปัจจุบัน

.....การได้มาซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เป็นการได้มาด้วยความเสียสละและด้วยความปรีชาสามารถของคณะผู้ก่อการอภิวัฒน์ในการวางแผนยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจ การยึดอำนาจโดยปราศจากการนองเลือด และแผนการดำเนินการภายหลังการยึดอำนาจไว้ได้แล้ว ซึ่งเริ่มต้นจากคนเจ็ดคน โดยการริเริ่มของนายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ร่วมด้วยร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี นายตั้ว ลพานุกรม หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) และนายแนบ พหลโยธิน โดยเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยแล้วก็ได้ดำเนินการวางแผนขยายกำลังการจัดตั้งออกเป็นสายพลเรือนจำนวน ๔๖ คน โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า และสายทหารเรือจำนวน ๒๑ คน โดยมีนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ กมลนาวิน) เป็นหัวหน้า จากนั้นได้รวมกลุ่มเรียกชื่อว่า “คณะราษฎร” โดยมีพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ ทำการยึดอำนาจการปกครองจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ อย่างฉับพลันเมื่อเช้าตรู่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ด้วยการอ่านประกาศหรือแถลงการณ์ของคณะราษฎรต่อหน้าทหารและประชาชนพลเรือนที่มาชุมนุมกัน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ประกาศยึดอำนาจการปกครองโดยปราศจากการนองเลือด (ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน)

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มองเตสกิเออ...ฝังรากรัฐธรรมนูญ

.....ดูไปแล้ว ความยุ่งยากของการเมืองไทยปัจจุบันมีรากเหง้าเดียวกับปัญหาของยุโรปในศตวรรษที่ ๑๗ ข้ามเกี่ยวกับศตวรรษที่ ๑๘ นั่นคือรัฐบาลควรมาจากอะไรและควรมีอำนาจขนาดไหนในการบริหารบ้านเมือง เราได้เห็นการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามา ได้เห็นรัฐบาลนั้นถูกประณามโจมตีโดยกลไกของรัฐว่า คดโกง ไม่รักชาติ และไม่จงรักภักดีต่อกษัตริย์ ได้เห็นการแผลงฤทธิ์ของศูนย์การปกครองไทยที่ไม่แสดงตัวอย่างเปิดเผย แต่ใช้อำนาจผ่านรัฐบาลตัวแทน (proxy government) ในการทำลายฝ่ายประชาธิปไตยและสถาปนาระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในทางปฏิบัติขึ้น และเราต่างก็ได้เห็นความก้าวหน้าของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่ไม่ยอมรับต่ออำนาจโบร่ำโบราณนั้น เพียงยังไม่ชัดเจนนักว่าจะเอาชนะอำนาจรวมศูนย์และเหลือล้นดังกล่าวได้อย่างไร?


.....มองเตสกิเออ เป็นนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ยังปรากฏชื่ออยู่เสมอในการถกเถียงเรื่องนี้ ผมจะขอเล่าเรื่องของเขาโดยสังเขป รวมทั้งแนวความคิดในหลายร้อยปีที่แล้วแต่ยังสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่กับเราในปัจจุบัน อย่าลืมว่าคนอย่างเขานี่แหละที่ทำให้เรื่องนามธรรมอย่างหลักรัฐศาสตร์ ทั้งปรัชญาและการวิพากษ์สังคม กลายเป็นการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรมขึ้นในฝรั่งเศส อ่านแล้วอาจจะเกิดความคิดเกี่ยวกับปัญหาของเราขึ้นบ้างก็ได้