เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ระบบเผด็จการขุนนางพระกับ "ภาวะไร้ความรับผิดชอบ"

บางท่านเห็นคำว่า "ระบบเผด็จการขุนนางพระ" อาจไม่พอใจว่าผมใช้คำ "แรง" ไป แต่ที่จริงเป็นคำที่ระบุถึง "ข้อเท็จจริง" ตรงๆ คือ องค์กรปกครองสงฆ์ปัจจุบันที่เรียกว่า "มหาเถรสมาคม" (มส.) นั้นเป็นองค์กรที่สถาปนาขึ้นโดยกฎหมายเผด็จการยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ที่ตราขึ้นเพื่อยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับประชาธิปไตย2484 ดังนั้น โครงสร้างองค์กรปกครองสงฆ์จึงไม่สอดรับกับระบบการแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบ และวัฒนธรรมประชาธิปไตย

ยิ่งกว่านั้น บันไดไต่เต้าขึ้นมามีอำนาจปกครองคณะสงฆ์คือ "ระบบอาวุโสทางสมณศักดิ์" พึงเข้าใจว่าการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ทางฝ่ายฆราวาสวิสัยนั้นสิ้นสุดลงเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แต่การสถาปนาฐานันดรศักดิ์ของพระสงฆ์ยังคงมีต่อมา ฉะนั้น องค์กรปกครองสงฆ์ที่สถาปนาขึ้นจาก "กฎหมายเผด็จการ + ระบบฐานันดรศักดิ์" จึงเท่ากับ "ระบบเผด็จการขุนนางพระ"

ปัญหาระดับพื้นฐานสำคัญมากที่สุดของระบบที่ว่านี้คือ

ประการแรก ขัดแย้งอย่างถึงรากกับระบบการปกครองสงฆ์สมัยพุทธกาล เพราะระบบสังคมสงฆ์ยุคพุทธกาลเป็น "ระบบรองรับการสลายชนชั้น" ไม่มีฐานดรศักดิ์ แม้พุทธะเองก็สละฐานันดรศักดิ์แล้ว ไม่มีการใช้คำราชาศัพท์ยกย่องสถานะของพุทธะให้สูงส่งเป็นพิเศษ พุทธะคือศาสดาหรือครูที่ให้เสรีภาพแก่ชาวพุทธทั้งพระและฆราวาสวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบท่านได้ คณะสงฆ์ก็มีความเสมอภาคภายใต้ธรรมวินัย ไม่ว่าจะมาจากชนชั้นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร หรือคนนอกวรรณะกาลกิณีอย่างจัณฑาล เมื่อบวชเป็นพระก็มีสถานะเสมอภาคกัน เคารพกันตามลำดับการบวชก่อน-หลัง และแม้จะอาวุโสต่างกันแต่ก็มีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบกันและกันตามหลักธรรมวินัยภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง

แนวทางการสร้างสังคมประชาธิปไตย
โดย นายฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความชิ้นนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ภาคต่อ” ของบทความชิ้นที่แล้วของผู้เขียน คือเรื่อง “วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย : รัฐธรรมนูญที่แท้จริงซึ่งไม่เคยถูกยกเลิก” เนื่องจากในข้อสรุปตอนท้ายของบทความชิ้นดังกล่าวได้ทิ้ง “ปม” ไว้ว่า “...การสร้างประชาธิปไตยให้หยั่งรากลึกมั่นคงในประเทศใดนั้น มิได้จำกัดวงแคบอยู่เพียงโดยการสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องขยายออกไปถึง “การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย” ให้เกิดขึ้นในมโนสำนึกของประชาชนอย่างทั่วถึงด้วย เพราะประสบการณ์ในอดีตได้สอนให้รู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงแต่โครงสร้างการปกครอง โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว มิได้สร้าง “ความเป็นประชาธิปไตย” ที่แท้จริง มั่นคงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา…”

วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย

รัฐธรรมนูญที่แท้จริงซึ่งไม่เคยถูกยกเลิก
โดย นายฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เหตุที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความเช่นนี้ก็เพราะในช่วงนี้มีการพูดถึง “วงจร” การเมืองการปกครองของไทยตลอดระยะเวลากว่า 74 ปีที่ผ่านมา นับแต่ “เหตุการณ์” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาซึ่งประกอบด้วย การรัฐประหาร--->รัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร--->รัฐธรรมนูญชั่วคราว--->รัฐธรรมนูญถาวร--->เลือกตั้ง--->รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง--->การรัฐประหาร เป็นเช่นนี้ตลอดมา (และตลอดไป?) ในช่วงระยะดังกล่าวมีการรัฐประหารสำเร็จ 17 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว 8 ฉบับ รัฐธรรมนูญถาวร 9 ฉบับ การเลือกตั้งทั่วไป 24 ครั้ง (ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะเรียกว่าระบอบการปกครองของประเทศไทยว่าระบอบอะไรกันแน่)