เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลือกตั้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลือกตั้ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แนวโน้ม 7 ประการหลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554

ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(20 ก.ค.54) ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดเสวนาโต๊ะกลม "วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง และแนวโน้มรัฐบาลใหม่" ดำเนินรายการโดย สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา สะท้อนความต่อเนื่องของเทรนด์บางประการของระบบการเมืองและการเลือกตั้งไทย ตั้งแต่หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา โดยมีแนวโน้ม 7 ประการ ได้แก่ 1) มุ่งสู่ระบบสองพรรคการเมืองใหญ่อย่างชัดเจน แม้จะมีการเปลี่ยนไปใช้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อทำลายระบบสองพรรคการเมืองใหญ่และความเข้มแข็งพรรคการเมือง

2) แม้ว่าจะมี 2 พรรคการเมืองใหญ่ แต่การแข่งขันระหว่าง 2 พรรคไม่สูสี ตั้งแต่ก่อนใช้รัฐธรรมนูญ 40 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แพ้การเลือกตั้ง 6 ครั้งต่อเนื่อง ขณะที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง ปชป.ไม่เคยได้ที่นั่งเกิน 165 ขณะที่จุดที่เลวร้ายที่สุดของพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังมี 233 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าจุดที่ ปชป.ทำได้สูงสุด ดังนั้น ช่องว่างของ 2 พรรคใหญ่ มีถึง 80 ที่นั่งเป็นอย่างต่ำ โดยเทรนด์นี้เกิดตั้งแต่ 2544

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ความผิดเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.
1. การให้ หรือสัญญาว่าจะให้ เงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด หรือการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยง หรือหลอกลวง หรือใช้อิทธิพลคุกคาม หรือใส่ร้าย เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้ง หรือไม่ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 -10 ปี และปรับ 20,000 – 200,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
2. การจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับจากที่เลือกตั้ง เพื่อการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 5 ปี หรือปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
3. การให้คนที่ไม่มีสัญชาติไทยช่วยเหลือในการหาเสียง
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 10 ปี และปรับ 20,000 - 200,000 บาท
4. การหาเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
เป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
5. ห้ามปิดประกาศ หรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนอกเหนือจากที่ทางราชการกำหนด รวมทั้งติดในสถานที่ของเอกชน และห้ามหาเสียงโดยการติดแผ่นป้ายแนะนำตัวผู้สมัครเกินขนาดและมีจำนวนไม่เป็นไปตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด หรือการหาเสียงตามสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์นอกเหนือจาก ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดไว้
เป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
6. การเรียก หรือรับทรัพย์สินในการลงสมัครหรือไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมือง
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 10 ปี หรือปรับ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
7. เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 10 ปี และถูกปรับ 20,000 - 200,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พวกที่ใช้กรอบอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น ที่มองว่าประเด็นหลักในการเลือกตั้งคือทักษิณ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในบทความล่าสุดของหนังสือพิมพ์ New York Times มีการอ้างคำพูดของนักวิชาการที่ศึกษาประเทศไทยชื่อ Chris Baker เขาพูดว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้เกี่ยวกับทักษิณและการที่ทักษิณถูกกระทำในรอบห้าปีที่ผ่านมาเท่านั้น”

ความคิดแบนี้ เรามักพบในแวดวงพวกนักวิชาการและปัญญาชนที่ใช้กรอบคิดที่ให้ความสำคัญกับคนชั้นสูง และมองข้ามความสามารถของประชาชนส่วนใหญ่

พวกนี้ให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพราะเขาอ้างว่าคนจนโดนซื้อและนำมาเป็นผู้ถูกอุปถัมภ์โดยไทยรักไทยและทักษิณ ดังนั้นการที่คนจำนวนมากลงคะแนนให้ไทยรักไทย “ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ตอนนี้พวกที่ใช้กรอบคิดอภิสิทธิ์ชนกำลังเสนอว่าทักษิณจูงจมูกพวกเราชาวเสื้อแดงเหมือนวัวควาย เพื่อที่เขาจะได้ฟอกตัวและกลับมามีอิทธิพลอีก

ทำไมชาวสังคมนิยมต้องเรียกร้องให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ธรรมดาแล้วนักสังคมนิยมจะไม่ไปลงคะแนนเสียง หรือเรียกร้องให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคนายทุน โดยเฉพาะเวลาพรรคนั้นไม่มีนโยบายรัฐสวัสดิการหรือนโยบายสังคมนิยมอะไรทั้งสิ้น แต่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือนกรกฏาคม ๒๕๔๔ นี้ เป็นการเลือกตั้งพิเศษ

ชาวสังคมนิยมจะต้องไปลงคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคนายทุน เพราะเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ของฝ่ายอำมาตย์ คือการฟอกตัวและพยายามพิสูจน์ความชอบธรรมในการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ในการล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ในการตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในค่ายทหาร และในการเข่นฆ่าประชาชนเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปีที่แล้ว เรายอมไม่ได้

ลองนึกภาพ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก (ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้) หรือถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถทำแนวร่วมกับพรรคงูเห่าเล็กๆ เพื่อได้เสียงมากกว่าพรรคเพื่อไทย คนอย่างอภิสิทธิ์จะพองตัวเหมือนคางคกโอ้อวดความชอบธรรม จะมีคนของมันออกมาพูดว่า “เห็นไหม? พรรคไทยรักไทยหรือพรรคของทักษิณโกงการเลือกตั้งมานานในอดีต คราวนี้เราเห็นเสียงแท้ของประชาชน และเราเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องมีรัฐประหารและการปราบพวกของทักษิณ” เรายอมให้เขาพูดแบบนี้ไม่ได้

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อาจารย์ตุ้ม : พรรคเพื่อไทย กับกลุ่มโหวตโน

แล้วคุณคิดยังไง ?

ช่วงนี้ข่าวเลือกตั้งฮิตติดจอเหมือนละครทีวีที่มีเรยาเป็นตัวเด่น และที่สำคัญมีบางอย่างที่คล้ายเรยาอยู่ด้วย คงไม่ต้องขยายความ

เห็นการหาเสียงกันแล้ว ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้จักกับ 3 ท่านนี้ก็เชื่อว่าหลังเลือกตั้งคงไม่เกิดความวุ่นวาย เพราะ 3 ท่านที่ว่านี้ทุกคนก็คุ้นเคยท่านดีแต่อาจจะห่างๆ ท่านไปบ้าง คือ ท่านคุณธรรม ท่านเกียรติศักดิ์ และท่านสุภาพ
บุรุษ ส่วนที่ว่า ไม่มีมิตรแท้ กับศัตรูถาวร ในหมู่นักการเมือง ก็เป็นข้อแก้ตัวไปวาระ แต่ถ้าให้ดีอย่าใช้จะดีกว่า ถ้าจะใช้ขอให้เป็น 3 ท่านที่กล่าวถึงเพราะ บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นหรือสมบัติผลัดกันชม และถือเป็นการเหยียดหยามพี่น้องประชาชนหรือแม้ตัวท่านเองด้วย

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนและหลัง 10 มีนา ไม่กี่วันข่าวลือว่าไม่มีเลือกตั้ง ทหารจะปฏิวัติ หนาหูจนถึงขั้นมีคนเห็นทหารใหญ่เคลื่อนไหวกันที่โน่นที่นี่ทั่วไปหมด แล้วไง ปฏิวัติไหม?

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สิทธิเลือกตั้ง เงินซื้อเสียง ใครโง่ ?

อภิชาต สถิตนิรามัย


กล่าวอ้างได้ว่า ความแตกต่างระหว่างการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 กับการรัฐประหารทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือการที่ "ชาวบ้าน" ออกมาปกป้องสิทธิการเลือกตั้ง บทความนี้จะอธิบายว่า ทำไม "ชนชั้นกลางระดับล่าง" หรือ "ชาวบ้าน" จึงให้ความสำคัญกับสิทธิการเลือกตั้ง

หากเราถือว่าผู้มีรายได้ต่อคนต่อเดือนมากกว่า 5,000 บาทขึ้นไปในปี 2552 (เส้นความยากจนด้านรายได้เท่ากับ 1,443 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2550) เป็นชนชั้นกลางแล้ว พบว่ามี 2 กลุ่มอาชีพ คือ เกษตรกร และแรงงานไร้ฝีมือ (ประมาณ 32% ของครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งลดลงจาก 55% ในปี 2529) เท่านั้นที่ไม่ใช่ชนชั้นกลาง โดยเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อคน 3,214 บาท ในขณะที่อาชีพการค้าและบริการ (20%) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นชนชั้นกลางระดับล่างสุดมีรายได้ 5,828 บาท (พอ ๆ กับรายได้ของคนงานภาคการผลิตในอุตสาหกรรม) หรือสูงกว่าเกษตรกรเกือบสองเท่า แต่ยังต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อคน (6,239 บาท) กลุ่มการค้าและบริการนี้เพิ่มจาก 10% เศษในปี 2529 เป็น 20% ในปี 2552 ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาชีพนี้มีแนวโน้มกระจายตัวออกจากเขตเมืองไปสู่เขตชนบท และกระจายตัวออกจาก กทม.ไปทุกภูมิภาค

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเลือกตั้ง คือการปฏิรูปการเมือง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

การเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย แต่การเลือกตั้งจะไม่นำมาซึ่งความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่เป็นหลักประกันว่าจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย และไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่จะนำมาซึ่งความสุจริตของผู้บริหาร หรือนำมาซึ่งการปฏิรูปการเมือง (เพราะการปฏิรูปเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่เรื่องที่นักปราชญ์จะมานั่งประชุมกันแล้วกำหนดให้คนอื่นปฏิรูปการ เมือง)

แต่การเลือกตั้งมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้อย่างยิ่ง

เพราะการเลือกตั้งจะนำมาซึ่ง "สิทธิธรรม" และ "อาญาสิทธิ์" ขอประทานโทษที่ต้องขยายความเป็นภาษาอังกฤษว่า legitimacy และ authority อันเป็นสองอย่างที่ถูกทำให้คลอนคลายไปในเมืองไทย นับตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 และมลายหายสูญไปโดยสิ้นเชิงโดยรัฐประหารครั้งนั้น

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยอมรับผลการเลือกตั้ง : ทางออกง่ายๆอย่าทำให้ยุ่งยาก

คอลลัมน์ : เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษาสภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

การเมืองไทยวันนี้มีสถานการณ์เลือกตั้งเป็นศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวใดๆล้วนเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสถานการณ์เลือกตั้ง ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและกลุ่มอำนาจต่างๆเป็นไปเพื่อช่วงชิงและรักษาไว้ซึ่งอำนาจการเมืองของตนเองผ่านระบบเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งสิ้น

สถานการณ์เลือกตั้งครั้งนี้ก็เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2550 เพราะยังเป็นการเลือกตั้งภายใต้ความเชื่อเรื่องขั้วอำนาจ เชื่อในเรื่องอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญและเหนือผลการเลือกตั้ง เชื่อว่าผลการเลือกตั้งต้องออกมาเป็นที่พึงพอใจของขั้วอำนาจซึ่งครองเมืองในปัจจุบันนี้เท่านั้นจึงเป็นที่ยอมรับ หากผลการเลือกตั้งเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามจะเกิดปัญหาใหญ่ติดตามมาอย่างแน่นอน

ความวิตกกังวลนี้มองไปถึงสถานการณ์หลังเลือกตั้งไม่มีหลักประกันความสงบสุข หลายฝ่ายจึงหาทางออกหลายทิศทาง พรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทีประหนึ่งว่ายึดประเพณีของระบบเลือกตั้ง พรรคใดได้ ส.ส.มากกว่าเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ท่าทีนี้ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับโดยไม่ต้องทำสัตยาบัน

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เจ้าของรัฐธรรมนูญยังไม่เชื่อ แล้วใครจะเชื่อ?

คอลัมน์: เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษาสภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

คนที่ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงก็คือคนที่เชื่อว่าทหารยังคิดทำรัฐประหารอยู่อีก และเป็นคนที่เห็นบทบาทของทหารเป็นรูปธรรมจากการรัฐประหารปี 2549 และยังได้รับรู้ความล้มเหลวอันสืบเนื่องจากการรัฐประหารครั้งนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ความล้มเหลวจาการทำรัฐประหาร 2549 เป็นความล้มเหลวทั้งกระบวนการเป็นความล้มเหลวที่ส่งแรงสะเทือนอย่างลึกซึ้งไปถึงรากฐานของระบอบการเมืองไทยทำให้สังคมไทยแตกแยกไปทั่วปริมณฑลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เกิดภาวะสั่นคลอนทางความเชื่อเก่าแก่เชิงสัญลักษณ์อย่างรุนแรง สร้างความตึงเครียดสุดขีดขึ้นภายในสังคมไทยตลอด 5 ปีนับตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา

รัฐประหาร 2549 เกิดขึ้นเพื่อกำจัดการปกครองของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียวขนาดใหญ่ มีอำนาจการเมืองสูง นั่นคือพรรคไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้คณะรัฐประหารเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 เป็นต้นเหตุให้เกิดรัฐบาลที่มีลักษณะน่าหวาดกลัวอย่างรัฐบาลทักษิณ

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ยุบสภา – หลีกเลี่ยงสงคราม หยุดวงจรรัฐประหาร

โดย จาตุรนต์ ฉายแสง

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
อ่านแถลงการณ์ของรัฐบาลต่อกรณีปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาแล้วแสดงว่า ข้าราชการที่เป็นคนเขียนยังมีสติอยู่ ไม่ก้าวร้าวเหมือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่กำลังสร้างปัญหาให้ หนักเข้าทุกที

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแสดงความ ก้าวร้าว ข่มขู่กัมพูชาแถมยังด่ากราดอีกหลายประเทศ แสดงถึงความไร้วุฒิภาวะ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีอีกต่อไป

รัฐบาลนี้ยืนยันตลอดว่าปัญหา แก้ ได้โดยการเจรจาของ 2 ประเทศ ไม่จำเป็นต้องอาศัยประเทศที่ 3 แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่คือ การสร้า้งเงื่อนไขให้ต้องมีคนอื่นเข้ามา รัฐบาลนี้กำลังพาประเทศไปในทางที่มีแต่เสียกับเสีย และความเสียหายนับวันมีแต่จะมากขึ้นๆ

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ไทยจะอยู่กันอย่างไร

คำถามทางการเมืองในปัจจุบันทยอยมีคำตอบออกมา


คำถามที่ว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ มีคำยืนยันว่า ไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม โดยสุ้มเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า 6 พฤษภาคม เท่ากับว่าพฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาแน่ ต่อมามีคำถามว่า จะมีการเลือกตั้งจริงหรือ

คำตอบมีว่า การเลือกตั้งมีแน่ เพราะผู้คนในสังคมต้องการให้มีการเลือกตั้ง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเลือกตั้งไปก็อาจจะมีเรื่อง แต่ก็ยืนยันว่าอยากจะมีเลือกตั้ง แม้สัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารจะแสดงปฏิกิริยาแสดงความจงรักภักดี ประกาศปกป้องสถาบัน จนเกิดความหวาดเสียวเรื่องปฏิวัติ แต่คนไทยก็ยังยืนยันว่า ปกป้องสถาบันกับการเลือกตั้ง เป็นคนละเรื่องกัน ปกป้องสถาบันก็ปกป้อง เลือกตั้งก็เลือก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ออกมาย้ำว่า มีการเลือกตั้งแน่ นี่แสดงว่า การเลือกตั้งมีแน่ ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะสังคมไทยต้องการ และแล้วก็มีคำถามตามมาอีก หลังเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้วจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

พลังประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง

สิ่งที่ควรเสนอต่อฝ่ายต่างๆในสังคมไทย โดย จาตุรนต์ ฉายแสง


21 เมษายน 2554

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เขียนบทความเรื่อง”การเลือกตั้งยังมีความหมายอะไร”เผย แพร่ในเว็บไซท์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ก็ยังหาอ่านได้ในบล็อกของผม ในบทความนั้นได้ให้ความเห็นไว้ว่าแม้การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นอาจไม่มี ความหมายอย่างการเลือกตั้งในอารยประเทศทั่วไปเพราะเป็นการเลือกตั้งภายใต้ กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม แต่ผู้ที่ต้องการให้บ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นก็ไม่สามารถละเลยหรือมอง ข้ามการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้ หากแต่ควรหาทางช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ให้มากที่สุด ซึ่งผมก็ได้เสนอไปบ้างแล้วว่าควรจะทำอะไรกันบ้าง

มาวันนี้ผมขอเสนอให้ชัดเจนมากขึ้นว่าสิ่งที่ควรทำนั้นน่าจะมีอะไรบ้าง ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอต่อทั้งผู้สนใจปัญหาบ้านเมืองเป็นการทั่วไปและโดย เฉพาะองค์กรหรือกลุ่มพลังประชาธิปไตยทั้งหลายที่ต้องการสร้างประชาธิปไตยให้ เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ ข้อเสนอเหล่านี้เกิดจากการมองพัฒนาการของสถานการณ์ทางการเมืองในระยะหลังๆมา จนถึงปัจจุบัน

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

เลือกตั้งไทยจะ "เป็นธรรม" ได้อย่างไร?

เมื่อผู้เล่นอีกฝ่ายถูกกันออกจากสนาม

แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้ให้ความสนใจกับประเด็นการเมืองไทยร่วมสมัย ได้เขียนบทความขนาดสั้นเผยแพร่ในเว็บล็อก "นิว มันดาลา" (นวมณฑล) โดยตั้งคำถามว่า ถ้าประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวจะดำเนินไปอย่างยุติธรรมหรือไม่?

วอล์คเกอร์วิเคราะห์ว่า ด้านหนึ่ง การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอาจมี "ความบริสุทธิ์ยุติธรรม" ในแง่ของกระบวนการเลือกตั้งขั้นพื้นฐาน โดยเขาไม่ค่อยเห็นพ้องต้องกันกับความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคเพื่อไทย หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ระบุว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะโกงการเลือกตั้งและกระทำการใดๆ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ตนเองได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย เพราะนี่คือข้อกล่าวหาที่เคยใช้เล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพันธมิตรมาก่อน และเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ข้อกล่าวหาเช่นนั้นก็จะถูกนำกลับมาใช้เล่นงานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นกัน

นักวิชาการชาวออสเตรเลียผู้นี้เห็นว่า การกล่าวอ้างถึงการโกงการเลือกตั้งนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองในสังคมไทย ทว่าถึงที่สุดแล้ว ประเพณีทางการเมืองอันอันตรายเช่นนี้ ก็จะกร่อนเซาะทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งไปในตัวด้วย

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

ตะลุยเปิดโปงแผนลับ..ปฏิวัติเงียบ !

"สดศรี" สวมบท "ตัวประกอบ"

" ...(ข่าวปฏิวัติ) มาจากแหล่งที่มาจากทหารด้วยกันพูดในลักษณะนั้น อย่าลืมว่าสภาพการเมืองที่แตกแยก โอกาสที่จะเกิดเหล่านี้ง่ายมาก โอกาสมีต่างชาติมาแทรกซึมก็ง่ายเพราะบ้านเมืองไม่แข็งแกร่ง รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และมีการสะสมกระสุนดินดำเพื่อเลือกตั้งทำให้ประชาชนเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหมด"

"เลือกตั้งครั้งหน้ารุนแรงแน่ ดิฉันคิดว่าถ้าปฏิวัติได้ปฏิวัติเลยไม่อยากให้มีเลือกตั้งเหนื่อยมาก 4 ปีที่ผ่านมา"

คือวาทะเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ "สดศรี สัตยธรรม" หนึ่งใน 5 เสือ "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) เริ่มเปิดไฟเขียว "อำนาจพิเศษ" ให้ออกมาจัดระเบียบกระดานการเมืองไทย 21 มีนาคม 2554 "สดศรี" บอกได้กลิ่น "อำนาจนอกระบบ" จะหวนคืนอีกครั้ง พูดระหว่างวงสัมมนา "สถาบันพระปกเกล้า" ว่า มีความพยายามบีบบังคับให้ กกต.ลาออกเพื่อนำไปสู่การปฏิวัติ

24 มีนาคม 2554 "สดศรี" ย้ำอีกครั้งถึงความอึดอัดและเบื่อหน่ายในการทำหน้าที่ กกต. เพราะการเมืองที่รุมเร้าอย่างหนักหน่วง เป็นเหตุให้ตัดสินใจสมัครเป็น "คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย" หากได้รับการคัดสรรก็จะทิ้งเก้าอี้ กกต.ทันที

คนกรุงเกือบครึ่งไม่รู้ว่า ส.ส. มีหน้าที่ทำอะไร

ไม่คิดว่าการเลือกตั้งจะแก้ไขความขัดแย้งได้ : บ้านสมเด็จโพลล์

2 เม.ย. 54 - นายสิงห์ สิงห์ขจร อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในกรุงเทพมหานครจำนวนทั้งสิ้น 1,276 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2554

นายสิงห์ สิงห์ขจร ผู้รับผิดชอบศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวต่อว่า น่าตกใจที่ประชาชน ไม่ทราบและไม่แน่ใจว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรมีหน้าที่อะไรบ้างรวมกันสูงถึง ร้อยละ 48.7 ซึ่งเกือบจะครึ่งหนึ่ง ทำให้เห็นได้ว่าขนาดคนกรุงเทพมหานคร ยังไม่ทราบและไม่แน่ใจในหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำการประชาสัมพันธ์ถึงหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ให้มากขึ้นไม่งั้นประชาชนก็จะไม่เข้าใจว่าการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เลือกไปทำหน้าที่อะไร

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

ขบวนการเสื้อแดงกับปัญหาการเลือกตั้ง

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

คนเสื้อแดงรู้ดีว่าอำมาตย์กำลังจะโกงการเลือกตั้งด้วยวิธีหลากหลาย ... ตั้งแต่การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา การยุบพรรค การตัดสิทธิ์นักการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญทหาร การใช้ กกต. เป็นเครื่องมือ การติดสินบนและการข่มขู่ให้นักการเมืองเปลี่ยนข้าง และการคุมสื่อด้วยกฏหมายเผด็จการ นอกจากนี้เราเริ่มมองออกว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย หวังแต่จะพึ่งบุญเก่าและไม่คิดค้นนโยบายใหม่ๆ ที่จะครองใจประชาชน ซึ่งอาจยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามโกงการเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น

แต่คนที่เสนอว่า “การเลือกตั้งไม่สำคัญ” โดยอ้างว่าต้องการโค่นอำมาตย์อย่างเดียวแทน เป็นคนที่ไม่เข้าใจพลวัตของการต่อสู้และความเชื่อมโยงระหว่างการต่อสู้ประจำวันกับการปฏิวัติ และที่แย่กว่านั้น บ่อยครั้งคนที่เสนอว่าเราต้องหันหลังกับการเลือกตั้ง เป็นคนที่ไม่มีข้อเสนออะไรเลยที่เป็นรูปธรรมนอกจากการด่าเบื้องบนหรือคนที่มองต่างมุมกับตนเอง

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

"อภิสิทธิ์" ยันเดินหน้า "เลือกตั้ง"

ไม่หวั่นเกมมาตรา7-โนโหวต

"สดศรี" อึดอัดการเมือง จ่อไขก๊อก กกต. ดอดสมัคร กก.ปฏิรูปกฎหมาย เคืองเรื่อง กม.ลูก 3 ฉบับ "นายกฯ" ไม่หวั่น "สนธิ" เดินเกมให้ใช้ มาตรา 7-ปลุกโนโหวต ชี้เป็นสิทธิตามระบอบ เชื่อทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ได้ไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้ว เนื่องจากเบื่อหน่ายการเมือง หากได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปก็จะลาออกจากการเป็น กกต.ทันที ทั้งนี้ไม่ได้หวังว่าจะได้เป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ในเมื่อมีช่องทางที่ดีกว่า ก็ต้องดิ้นรนกันไป สำหรับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายน่าจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือน พฤษภาคม เรื่องนี้น่าจะเร็ว โดยตนไปสมัครเองในวันสุดท้าย และหากไม่ได้รับการสรรหาตนก็จะยังทำหน้าที่ กกต.ต่อไป

"ตอนนี้เราก็คิดแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เราเหมือน กกต.ชุดที่สองหรือไม่ เพราะกฎหมายก็ไม่เรียบร้อย และลักษณะการเมืองครั้งนี้ก็ดูแปลกๆ เหมือนกับจะโยนลูกให้ กกต.รับทั้งหมด ไม่ใช่จะกลัว มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องทำทุกอย่าง เบื่อตรงนี้ ถ้าหากดิฉันออกก็คงจะมีคนดีใจอีกเยอะ ที่ผ่านมาทุกวันนี้โดนโจมตีทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสไปกว่านี้แล้ว หากจะโดนโจมตีเรื่องไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็คงจะไม่เป็นไร แต่ที่ไม่สบายใจขณะนี้คือเรื่องของกฎหมายลูก 3 ฉบับที่เขาพยายามจะไม่ให้เสร็จเพื่อให้ กกต.ต้องออกประกาศ กกต.แทน ดิฉันเป็นคนเดียวที่ออกมาตีโพยตีพายและติงในเรื่องนี้คนเดียว ต่อจากนี้ไปหากมีองค์กรอิสระไหนเปิดรับสมัครก็จะไปสมัครทุกองค์กร จะไม่หยุดแค่นี้" นางสดศรีกล่าว

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แผนใต้ดิน-ข้อต่อรอง ปล่อยแดง 7+88 พ้นคุก

เดิมพัน4พันล้าน"เพื่อไทย"ชนะเลือกตั้ง !!

เมื่อเหตุผลและสมมติฐาน-การ ต่อรองของฝ่ายอำนาจรัฐและฝ่ายต่อต้านสมประโยชน์
จึงนำไปสู่การปล่อยตัวแดงทั้ง 7 แม้ว่าในยกแรก ต่างฝ่ายต่างต่อรองยืดยื้อจนสุกงอมนานแรมเดือน

ฝ่าย รัฐบาลส่งสัญญาณต้องการแลกตัวประกันผู้ต้องหาแดง 2 คน น.พ.เหวง โตจิราการ กับ ก่อแก้ว พิกุลทอง กับการ "งดการชุมนุม" ในเมืองช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

แต่ ฝ่ายแกนนำแดง-และนายใหญ่ ไม่ยอม และยื่นข้อเสนอแบบเต็มเพดาน คือ ต้องปล่อยตัวแกนนำทั้ง 7 และทยอยปล่อยผู้ต้องหาออกจากคุกทั่วพื้นที่อีสาน-เหนือรวม 121 คน

และเมื่อข้อต่อรองนั้นต่างฝ่าย ต่างไม่สมประโยชน์ จึงเกิด "ม็อบ 3 หมื่น" เต็มพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 19 กุมภาพันธ์

หลังจากนั้น 1 สัปดาห์จึงเกิดดุลพินิจจากกระบวนการ "บนดิน" ด้วยการปล่อยตัวแกนนำแดงในคุกอีสาน-เหนือถึง 88 คน

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประชาธิปไตยอย่างมีวินัย ในสายตาของคนชายแดน

โดย แบพอ ข่าวจิตอาสา

ก่อนการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศพม่า สื่อมวลชนต่างนำเสนอมุมมองของทั้งนัก วิชาการด้านพม่า ผู้ลี้ภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง บรรณาธิการสำนักข่าวต่าง ๆ และตัวแทนของภาครัฐบาลไทย พวกเขาต่างแสดงความคิดเห็นอันประมวลจากประสบการณ์การทำงานของตัวเอง บ้างมองการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการปกครองของรัฐบาลทหารพม่า บ้างก็มองว่า ...นี่แหละ.. คือโอกาสของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยที่คั่งค้าง (อย่างชั่วคราว) มานานใกล้ 30 ปี บ้างก็มองว่า นี่จะคือก้าวแรกของการปกครองแบบประชาธิปไตยในพม่าอย่างแท้จริง

ประเด็นฮือฮามากที่สุดประเด็นหนึ่งของคนชายแดน ก็คือการที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ออกมาประกาศว่า เมื่อมีการเลือกตั้งและพม่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะส่งกลับผู้ลี้ภัยในประเทศไทยได้ หากหลังจากเสียงสะท้อนไม่เห็นด้วยย้อนกลับมามากมาย ในที่สุดเขาก็เข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยตามแบบฉบับนักการเมือง โดยไปประกาศว่า การส่งกลับผู้ลี้ภัยจะเป็นไปโดยสมัครใจเท่านั้น เมื่อได้ยินดังนี้ กลุ่มคนชายแดนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็วิพากษ์วิจารณ์กันแพร่หลาย พวกเขาได้รับบทเรียนจากการที่รัฐบาลไทยประกาศว่า การส่งกลับผู้ลี้ภัยจากหนองบัวจะเป็นไปโดยสมัครใจไม่มีการบังคับกดดัน แต่ในความเป็นจริง เรื่องราวจากเพื่อน ๆ ที่หนองบัวก็ทำให้พวกเราเข้าใจว่า “การไม่บังคับ”​เป็นเพียงศัพท์เทคนิคบางอย่าง

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

หมอเลี๊ยบ อ่านเกมเลือกตั้ง

วางผัง พท.วัดใจ "มาร์ค" เมื่อ "ทักษิณ" ยังเป็นแฟ็กเตอร์การเมือง เมื่อตารางการเมืองชัดเจน เมื่อเกมการเมืองนับถอยหลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ทั้งนักการเมือง-นักเลือกตั้งเข้าประจำที่จุดสตาร์ตในลู่-เลนสนามแข่งทั้งตัวจริง-ตัวแทน และแฟ็กเตอร์ ทุกตัว-เดินเครื่องเต็มสูบ

"นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" อดีตผู้จัดการรัฐบาล-นักจัดการเลือกตั้ง แชมป์ 2 สมัยตั้งแต่ไทยรักไทยถึงพลังประชาชน วาดเค้าโครง-แคมเปญเลือกตั้ง วิเคราะห์เกมการเมืองก่อนวันพิพากษา-กากบาทจะมาถึง

นโยบายจะเป็นตัวชี้วัดผลแพ้-ชนะการเลือกตั้งได้อีกต่อไปหรือไม่
ความคิดของผู้รับผิดชอบในการเลือกตั้งอาจจะมีความรู้สึกว่านโยบายเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง แต่อาจจะไม่ใช่ส่วนสำคัญ ซึ่งก็อาจจะเป็นอย่างนั้น เพราะการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอย่างมากมาย หรืออาจจะเกิดจากการมองไม่ออก ว่ามีนโยบายอะไรที่สามารถชูขึ้นมาให้คำตอบกับ สังคมไทยได้

พรรคประชาธิปัตย์ประกาศแคมเปญต่อเนื่องนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง
แน่นอนว่าการรณรงค์หาเสียงจะเข้มข้นขึ้น เพื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งและชนะการเลือกตั้งได้ ฉะนั้นก็ถึงจุดที่ต้องพูดถึงนโยบายพอสมควร แต่ปัญหาอยู่ตรงที่กระบวนการนำเสนอนโยบายยังไม่สามารถทะลวงจุดกับกรอบแนวคิดเดิม ประเทศเปลี่ยนไปมาก โลกก็เปลี่ยนไปมาก เรายังติดอยู่กับเรื่องแค่สวัสดิการสังคม โดยที่ไม่มองบริบทอื่น ทำให้เราไม่สามารถที่จะพัฒนาประเทศไปถึงจุดที่เรามีขีดความสามารถในการแข่งขันได้