เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคการเมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รัฐบาลพรรคเดี่ยว กับ ประชาธิปไตย

ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งพาดหัวข่าว พรรคไทยรักไทยยึดประเทศ นัยเพื่อจะรายงานข่าวว่า พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท้วมท้น ส่งผลให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยพรรคการเมืองอื่นมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล การเมืองไทยที่พัฒนาก้าวกระโดดเช่นนี้ ดูน่าจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองไทย ตามแนวคิดทฤษฎีการเมืองที่เห็นว่า รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองพรรคเดียว ย่อมสามารถบริหารจัดการกิจการต่าง ๆ ของบ้านเมืองไปได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพราะไม่ต้องคอยต่อรองผลประโยชน์กัน ในระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรค เหมือนรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองหลายพรรค

ประเด็นที่น่าสนใจ คือว่า รัฐบาลพรรคเดียว จะทำให้การเมืองเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม ดังที่ควรเป็นหรือไม่ ข้อที่น่าพิจารณาเบื้องต้น คือว่า ภายใต้บริบทการเมืองแบบไทย ๆ พรรคการเมืองมักเป็นที่รวมตัวของบุคคลและกลุ่มคนที่มีแนวคิดมุ่งที่ผลประโยชน์ส่วนตัว และพวกพ้องเป็นหลัก เป็นไปตามแนวคิดการเมืองเพื่อผลประโยชน์ สมาชิกพรรคการเมืองที่สามารถรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม ย่อยๆในพรรค และมีอำนาจเงินทองและอิทธิพลมากกว่า ย่อมจะต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่ง ผลประโยชน์ และอำนาจอิทธิพล ต่างไปจากสมาชิกที่เป็นปัจเจกหรือที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เล็กกว่า

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

"อภิสิทธิ์" ยันเดินหน้า "เลือกตั้ง"

ไม่หวั่นเกมมาตรา7-โนโหวต

"สดศรี" อึดอัดการเมือง จ่อไขก๊อก กกต. ดอดสมัคร กก.ปฏิรูปกฎหมาย เคืองเรื่อง กม.ลูก 3 ฉบับ "นายกฯ" ไม่หวั่น "สนธิ" เดินเกมให้ใช้ มาตรา 7-ปลุกโนโหวต ชี้เป็นสิทธิตามระบอบ เชื่อทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ได้ไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้ว เนื่องจากเบื่อหน่ายการเมือง หากได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปก็จะลาออกจากการเป็น กกต.ทันที ทั้งนี้ไม่ได้หวังว่าจะได้เป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ในเมื่อมีช่องทางที่ดีกว่า ก็ต้องดิ้นรนกันไป สำหรับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายน่าจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือน พฤษภาคม เรื่องนี้น่าจะเร็ว โดยตนไปสมัครเองในวันสุดท้าย และหากไม่ได้รับการสรรหาตนก็จะยังทำหน้าที่ กกต.ต่อไป

"ตอนนี้เราก็คิดแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เราเหมือน กกต.ชุดที่สองหรือไม่ เพราะกฎหมายก็ไม่เรียบร้อย และลักษณะการเมืองครั้งนี้ก็ดูแปลกๆ เหมือนกับจะโยนลูกให้ กกต.รับทั้งหมด ไม่ใช่จะกลัว มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องทำทุกอย่าง เบื่อตรงนี้ ถ้าหากดิฉันออกก็คงจะมีคนดีใจอีกเยอะ ที่ผ่านมาทุกวันนี้โดนโจมตีทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสไปกว่านี้แล้ว หากจะโดนโจมตีเรื่องไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็คงจะไม่เป็นไร แต่ที่ไม่สบายใจขณะนี้คือเรื่องของกฎหมายลูก 3 ฉบับที่เขาพยายามจะไม่ให้เสร็จเพื่อให้ กกต.ต้องออกประกาศ กกต.แทน ดิฉันเป็นคนเดียวที่ออกมาตีโพยตีพายและติงในเรื่องนี้คนเดียว ต่อจากนี้ไปหากมีองค์กรอิสระไหนเปิดรับสมัครก็จะไปสมัครทุกองค์กร จะไม่หยุดแค่นี้" นางสดศรีกล่าว

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ประชาชนสร้างพรรค พรรคสร้างชาติ

โดย อริน
๘ กันยายน ๒๕๕๓

ถึงเวลาแล้วที่การเมืองแบบ 2 ขั้วอำนาจแย่งกันบริหารงบประมาณจะต้องยุติลง ประชาชนต้องสร้างการเมืองจากระดับถนน-ตรอก-ซอก-ซอย หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และระดับชาติ ที่ผู้ทนหน่วยพรรคขึ้นไปเลือกตัวแทนพรรคเข้าไปทำหน้าที่ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"; ในขณะที่ผู้แทนหน่วยพรรค เลือกตัวแทนไปชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี; ทั้ง 2 ประการ จะทำให้อำนาจอธิปไตย 2 อำนาจ คือ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แยกจากกันและสามารถตรวจสอบและคานอำนาจกันได้; ในเวลาเดียวกัน อำนาจตุลาการก็ผ่านการเสนอโดยฝ่ายบริหารและตรวจสอบรับรองโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้อำนาจตุลาการ "ยึดโยง" กับประชาชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

สร้าง หน่วยพรรคพื้นฐานจากอุดมการณ์ที่ชัดเจนก่อน แล้วตั้งสาขาพรรคประจำตำบล ระดับอำเภออำเภอ สู่ระดับจังหวัด และระดับชาติ; พรรคการเมืองเช่นนี้จะเข้มแข็ง ไม่อาจทำลายได้

เรา "ต้อง" มีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เสียก่อน จึงจะมีรัฐธรรมนูญของประชาชนได้ จะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ก็ต้องสร้าง "สำนึกประชาธิปไตย" ในหมู่ประชาชน ไม่ต้องมากครับ แค่ 51% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครับ และที่สำคัญ "ต้อง" ทำลาย "ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม" และ "การเลือกตั้ง" ใต้กติกา "เผด็จอำนาจ" ลงไปให้ได้ ไม่อย่างนั้น "วงจรอุบาทว์" ทางการเมือง ตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ก็จะไม่หมดไปจากสังคมไทย ที่สำคัญ "ยุติ" งานชุมนุม "ตบมือ/ร้องเพลง/จัดคอนเสิร์ตกินโต๊ะจีน" ได้แล้ว ใช้เวลาและทรัพยากรที่มีทั้งหมด "จัดตั้งแนวทางการเมือง" และ "การให้การศึกษาทางประชาธิปไตย" ที่ลงลึกกว่าที่เป็นอยู่ และแพร่ขยายให้กว้างไกลตามสภาวการณ์ที่ประชาชนตื่นตัวกันในขอบเขตทั่วประเทศอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

สังคมไทยในระยะเปลี่ยนผ่านกับบทบาทของพรรคการเมือง

โดย ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ
ที่มา : ประชาไท

นับจากการเปลี่ยนแปลง 24 มิถุนายน 2475 เป็น ต้นมาได้สะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์สังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสถาบันพรรคการเมืองซึ่งเป็นที่มาของอำนาจรัฐและการจัดสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชน ตลอดจนเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นระบบพรรคการเมืองมากขึ้นตามลำดับนั่นหมายถึง ประชาชนเริ่มมีจิตสำนึกในจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ จึงเริ่มรวมกลุ่มทางการเมืองและจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาเพื่อเป้าหมายในการ เข้าไปกำหนดนโยบาย

พรรคการเมืองจึงเป็นการรวมกันของกลุ่มบุคคลในสังคมโดยสมัครใจมีอิสระที่จะสร้าง เจตนารมณ์ทางการเมืองของตนอย่างต่อเนื่องและชัดเจน ในการทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อต้องการส่งตัวแทนเข้าทำหน้าที่ในสภา อันจะได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยผ่านกระบวนการสรรสร้างแนวความคิดทางการเมืองเพื่อให้สาธารณชนยอมรับและ สนับสนุนตามทิศทางของกลุ่ม

ความเป็นองค์กรที่มีลักษณะต่อเนื่องนี่เองที่ทำให้พรรคการเมืองมีความต่างออกไป จากการรวมตัวกันแบบหลวมๆ ในลักษณะของกลุ่มเคลื่อนไหวเฉพาะกิจเพื่อเรียกร้องบางเรื่องราว ดังนั้นกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองจึงสร้างเงื่อนไขหรือหลักประกันเพื่อให้เกิดความเคร่งครัดในการสร้างวัตถุประสงค์ทางการเมืองให้เป็นจริง เช่น จะมีกฎเกณฑ์เรื่องลักษณะการจัดตั้งหรือเรื่องจำนวนสมาชิกที่มีพอสมควรหรือ บทบาทหน้าที่ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแท้จริง

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประชาชนกับบทบาททางการเมือง

อริสโตเติล กล่าวว่า การเมือง คือ ความผูกพันระหว่างประชาชนกับรัฐ จากคำกล่าวนี้ทำให้เกิดการยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ประชาชนกับการเมืองจะแยกกันไม่ออก จะมีความผูกพันและจะมีบทบาทต่อกันตลอดไป การที่ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์และแสดงบทบาทอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นการแสดงบทบาททางการเมืองของประชาชนหรือเป็นการเข้าร่วมทางการเมือง (Political participation) นั่นเอง

ซึ่งแมคคอสกี้ (Meclosky) ได้อธิบายความหมายของการเข้าร่วมทางการเมืองไว้ว่า " การที่บุคคลมีความสำนึกในทางการเมืองการปกครองได้เข้าร่วมทางการเมืองเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำโดยความสมัครใจซึ่งสมาชิกทั้งที่อยู่ในสังคมได้มีส่วนร่วมกันในอันที่จะเลือกผู้นำของตน และกำหนดนโยบายของรัฐ การกระทำนั้นอาจจะทำโดยตรงหรืออ้อมก็ได้" สำหรับบุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข้าร่วมทางการเมืองนั้น จะเกี่ยวข้องหรือเข้าร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมือง

เหล่านี้ (อาจจะอย่างเดียวหรือหลายอย่างพร้อม ๆ กันก็ได้) คือ การใช้สิทธิในการเลือกตั้ง การแสวงหาความรู้ทางการเมือง การอภิปรายหรือการพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง การเข้าร่วมในการชุมนุมทางการเมือง การแสดงมติมหาชนอื่น ๆ การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การก่อตั้งพรรคการเมือง การลงรับสมัครเลือกตั้ง เป็นต้น แต่การที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลัทธิการเมืองเอื้ออำนายให้ ประชาชนมีความสำนึกทางการเมืองวิถีทางทางการเมือง เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ผู้นำของพรรคการเมือง

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พรรคการเมืองไทย ดึงตัวผู้นำที่เป็นบุคคลระดับที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้นำของพรรคการเมืองหรือเป็นผู้บริหารพรรค เนื่องจากการที่พรรคการเมืองได้ผู้นำทางการเมืองของพรรคเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไปแล้วจะทำให้พรรคได้รับความนิยมจากประชาชน

จากการศึกษาจะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองจะยึดหลักตัวบุคคลที่เป็นผู้นำและกลุ่มอำนาจที่ครอบงำพรรค โดยที่มิได้คำนึงถึงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ยึดหลักอุดมการณ์ทางการเมือง หรือเป็นผู้ที่ยึดมั่นในจริยธรรมและคุณธรรม มากน้อยเพียงใด การที่พรรคอาศัยตัวบุคคล ยึดมั่นในตัวบุคคล เมื่อตัวบุคคลสิ้นสภาพลงในทางการเมือง หรือยกเลิกบทบาททางการเมืองของตนเอง ก็จะส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองอาจทำให้พรรคหมดความนิยมหรือต้องล้มเลิกพรรคไป

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้นำทางการเมืองจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม ผู้ปกครองที่มีคุณธรรมคือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ แยกแยะสิ่งที่ดีออกจากสิ่งที่ไม่ดี แยกแยะประเด็นด้านจริยธรรมได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น ผู้นำพรรคการเมือง จะต้องมีคุณธรรมในเรื่องดังต่อไปนี้
1. มีความซื่อสัตย์สุจริต
2. เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
3. ถือประโยชน์ของชาติเหนืออื่นใด
4. สร้างความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ