เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชาติ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

การเมืองการปกครอง

ความหมายของการเมือง

“การเมือง” (politic) มาจากคำภาษากรีก “polis” แปลว่า “รัฐ” หรือ“ชุมชนทางการเมือง”มีนักวิชาการหลายท่านที่ได้ให้ความหมายไว้หลากหลายต่างกัน ขึ้นอยู่กับทัศนะและความเข้าใจของนักวิชาการแต่ละคน
เพลโต (Plato) นักปราชญ์กรีกให้ความหมายของการเมืองว่า “เป็นกิจกรรมที่แสวงหาความยุติธรรม และเพื่อการดำรงชีวิตที่ดีของสังคม”
อริสโตเติล (Aristotle) บิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ ให้ความหมายไว้ว่า “การเมือง” หมายถึง การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อสาธารณประโยชน์”
ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold Lasswell) ว่า “การเมืองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าในสังคม หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่ากิจกรรมที่เรียกว่าการเมืองเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ คือ

1 เกี่ยวข้องกับมหาชน มีผลกระทบกับคนจำนวนมาก
2. เกี่ยวข้องกับรัฐ
3. เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ

ขอบข่าย และธรรมชาติของการเมือง
โรเบิร์ต เอ เดาส (Robert A Dalh) ให้คำอธิบายถึงธรรมชาติของการเมืองไว้ดังนี้

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ประชาชนสร้างพรรค พรรคสร้างชาติ

โดย อริน
๘ กันยายน ๒๕๕๓

ถึงเวลาแล้วที่การเมืองแบบ 2 ขั้วอำนาจแย่งกันบริหารงบประมาณจะต้องยุติลง ประชาชนต้องสร้างการเมืองจากระดับถนน-ตรอก-ซอก-ซอย หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และระดับชาติ ที่ผู้ทนหน่วยพรรคขึ้นไปเลือกตัวแทนพรรคเข้าไปทำหน้าที่ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"; ในขณะที่ผู้แทนหน่วยพรรค เลือกตัวแทนไปชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี; ทั้ง 2 ประการ จะทำให้อำนาจอธิปไตย 2 อำนาจ คือ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แยกจากกันและสามารถตรวจสอบและคานอำนาจกันได้; ในเวลาเดียวกัน อำนาจตุลาการก็ผ่านการเสนอโดยฝ่ายบริหารและตรวจสอบรับรองโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้อำนาจตุลาการ "ยึดโยง" กับประชาชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

สร้าง หน่วยพรรคพื้นฐานจากอุดมการณ์ที่ชัดเจนก่อน แล้วตั้งสาขาพรรคประจำตำบล ระดับอำเภออำเภอ สู่ระดับจังหวัด และระดับชาติ; พรรคการเมืองเช่นนี้จะเข้มแข็ง ไม่อาจทำลายได้

เรา "ต้อง" มีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เสียก่อน จึงจะมีรัฐธรรมนูญของประชาชนได้ จะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ก็ต้องสร้าง "สำนึกประชาธิปไตย" ในหมู่ประชาชน ไม่ต้องมากครับ แค่ 51% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครับ และที่สำคัญ "ต้อง" ทำลาย "ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม" และ "การเลือกตั้ง" ใต้กติกา "เผด็จอำนาจ" ลงไปให้ได้ ไม่อย่างนั้น "วงจรอุบาทว์" ทางการเมือง ตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ก็จะไม่หมดไปจากสังคมไทย ที่สำคัญ "ยุติ" งานชุมนุม "ตบมือ/ร้องเพลง/จัดคอนเสิร์ตกินโต๊ะจีน" ได้แล้ว ใช้เวลาและทรัพยากรที่มีทั้งหมด "จัดตั้งแนวทางการเมือง" และ "การให้การศึกษาทางประชาธิปไตย" ที่ลงลึกกว่าที่เป็นอยู่ และแพร่ขยายให้กว้างไกลตามสภาวการณ์ที่ประชาชนตื่นตัวกันในขอบเขตทั่วประเทศอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

เมื่อชาติเล็กกว่า‘อำนาจ-ผลประโยชน์

ยุทธวิธีกำหนด ‘เหตุ’ ให้เกิด ‘ผล’

ฟันธงตรงเป้า เข้าประเด็น การเมืองในปี พ.ศ. 2554 จะมีคลื่นรบกวน ไม่ราบเรียบอย่างที่ใครหลายคนคิดหรือฝันอยากให้เป็น ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีปัจจัยเรื่อง “เวลา” มาบีบบังคับให้ “ใคร” บางคน และคน “บางกลุ่ม” ต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้กับตัวเองและกลุ่มของ ตัวเอง

แต่จะลงมือทำอะไร เมื่อไร ต้องรอ “เวลา” ที่เหมาะสม
และระหว่างรอเวลาก็สร้างเรื่องปูทางเอาไว้เพื่อความชอบธรรมในยาม “ลงมือ”

นี่ไม่ใช่จิตนาการ แต่เป็นการประเมิน ประมวลจากข่าวที่เกิดขึ้นรายวัน ทั้งข่าวที่ “เปิดเผย” และข่าวที่ “ปิดลับ” หรือแม้แต่ข่าวที่จงใจ “ปล่อย” ออกมาเพื่อโยนก้อนหินถามทาง

หากพลิกดูปฏิทินทางการเมืองตามระบบ ตามระบอบ แน่ว่าภายในสิ้นปีนี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะหมดวาระการทำงานลงในวันที่ 22 ธันวาคม

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

พลังอำนาจของชาติ

การก่อตั้ง ดำรงอยู่ และพัฒนาต่อไปของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญที่เรียกว่าพลังอำนาจของชาติ ความสามารถในการบริหาร จัดการของรัฐบาลของแต่ละประเทศ ที่มีต่อปัจจัยพลังอำนาจของชาติ ที่แต่ละประเทศนั้นๆมีอยู่ ก็จะส่งผลโดยตรง ต่อภาพรวมของแต่ละประเทศ ในความเป็นจริงแล้ว ความเข้มแข็งของแต่ละพลังอำนาจขึ้นอยู่กับบุคลากรที่รับผิดชอบในสาขา/งานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละพลังอำนาจ อันได้แก่

- บุคลากรและการดำเนินงานในด้านการเมือง
-บุคลากรและการดำเนินงานในด้านเศรษฐกิจ
- บุคลากรและการดำเนินงานในด้านการทหาร
- บุคลากรและการดำเนินงานในด้านสังคมจิตวิทยา
-บุคลากรและการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี่

การสร้างหรือการก่อกำเนิดของบุคคลากร ในแต่ละสาขาพลังอำนาจนั้นมีที่มา วิธีการที่แตกต่างกันไป
พอจะวิเคราะห์ วิจารณ์ได้ดังนี้

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

National Power ยังหลงเหลืออยู่แค่ไหน?

ความหมายของ National Power ก็คือพลังอำนาจของชาติ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เอามาใช้ในทางยุทธศาสตร์ ผู้ริเริ่มเอามาใช้เป็นคนแรกในปลายศตวรรษที่ 15 ได้แก่ นิโคโล มาเคียเวลลี่ ซึ่งเป็นทั้งนักการทหารและนักปรัชญาชาวอิตาลี...พลังอำนาจของชาติในช่วงที่มาเคียเวลลี่นำเสนอ เขาได้จัดเป็นองค์ประกอบ 3 ประการคือ การเมือง สังคม และการทหาร กระทั่งต่อมามีการเพิ่มเติมโดยคาร์ล วอน เคลาสวีทซ์ ผู้เป็นซุนหวู่แห่งตะวันตก โดยเพิ่มพลังอำนาจของชาติในทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาเป็นองค์ประกอบต่อการทำสงครามอีกปัจจัย

เรื่องพลังอำนาจของชาติ แม้จะเริ่มต้นมาจากหลักการดังกล่าว แต่ได้มีการพัฒนาและศึกษาเพิ่มเติมในฐานะเครื่องมือสำคัญที่จะผลักดันยุทธศาสตร์ชาติให้ดำเนินไปถึงการบรรลุวัตถุประสงค์และการรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องยกขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ของประเทศไทยปัจจุบัน ตลอดเวลาของความขัดแย้งเราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพลังอำนาจของชาติได้กร่อนสลายลงไปถึงจุดวิกฤตที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยบรรดาผู้ปกครองและผู้อยู่ในอำนาจทั้งหลายยังไม่ได้ตระหนัก หรืออาจจะไม่มีสำนึกในเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป?

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การเมืองภาคพลเมืองระดับท้องถิ่น

บาว นาคร*

กระบวนการพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นการพัฒนาโดยรัฐหรือจากอำนาจส่วนกลางหรือเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การพัฒนาไม่ตรงกับความต้องการหรือปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนเป็นเพียงผู้รอรับผลของการพัฒนาเท่านั้น

จนมาถึงยุคปัจจุบันในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก้าวข้ามอำนาจความเป็นรัฐและพรมแดนของรัฐไปสู่ความผูกพันในขอบเขตทั่วโลก โลกาภิวัตน์ไม่ได้มีเพียงมิติทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่แทรกซึมไปในทุกมิติ และกระบวนการโลกาภิวัตน์ก็ไม่ได้หมายถึงการทำให้เป็นโลกเดียวกันที่เหมือนๆกัน แต่หมายถึง การที่มนุษย์ขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ในทุกๆด้านของตน ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนซื้อขาย การลงทุนกู้ยืมเงิน การติดต่อทางข่าวสาร วัฒนธรรมและการบันเทิง กีฬา ไปในขอบเขตที่กว้างมากขึ้นจนครอบคลุมทั่วทั้งโลก โดยก้าวพ้นไปจากพรมแดนแคบๆของ รัฐชาติตนเอง

คำว่า “ชาติ” เบน แอนเดอร์สัน ได้ให้คำจำกัดความในหนังสือ ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยมว่า ชาติคือชุมชนจินตกรรมการเมืองและจินตกรรมขึ้นโดยมีทั้งอธิปไตยและมีขอบเขตจำกัดมาตั้งแต่กำเนิด

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

พลังอำนาจของชาติที่เหลืออยู่

National Power ยังหลงเหลืออยู่แค่ไหน?

ความหมายของ National Power ก็คือพลังอำนาจของชาติ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เอามาใช้ในทางยุทธศาสตร์ ผู้ริเริ่มเอามาใช้เป็นคนแรกในปลายศตวรรษที่ 15 ได้แก่ นิโคโล มาเคียเวลลี่ ซึ่งเป็นทั้งนักการทหารและนักปรัชญาชาวอิตาลี...พลังอำนาจของชาติในช่วงที่มาเคียเวลลี่นำเสนอ เขาได้จัดเป็นองค์ประกอบ 3 ประการคือ การเมือง สังคม และการทหาร กระทั่งต่อมามีการเพิ่มเติมโดยคาร์ล วอน เคลาสวีทซ์ ผู้เป็นซุนหวู่แห่งตะวันตก โดยเพิ่มพลังอำนาจของชาติในทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาเป็นองค์ประกอบต่อการทำสงครามอีกปัจจัย

เรื่องพลังอำนาจของชาติ แม้จะเริ่มต้นมาจากหลักการดังกล่าว แต่ได้มีการพัฒนาและศึกษาเพิ่มเติมในฐานะเครื่องมือสำคัญที่จะผลักดันยุทธศาสตร์ชาติให้ดำเนินไปถึงการบรรลุวัตถุประสงค์และการรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องยกขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ของประเทศไทยปัจจุบัน ตลอดเวลาของความขัดแย้งเราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพลังอำนาจของชาติได้กร่อนสลายลงไปถึงจุดวิกฤตที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยบรรดาผู้ปกครองและผู้อยู่ในอำนาจทั้งหลายยังไม่ได้ตระหนัก หรืออาจจะไม่มีสำนึกในเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป?

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ชาติของใคร...???

 อนุสรณ์ อุณโณ

“ชาติ” เป็นประดิษฐกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นควบคู่กับประดิษฐกรรมทางการ เมืองเช่น “รัฐ” สมัยใหม่ เพราะการใช้อำนาจเหนือชีวิตของผู้คนในเขตแดนไม่อาจอาศัยเฉพาะอาวุธ ยุทโธปกรณ์ กฎหมาย และระบบราชการ จำเป็นต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจของผู้คนที่จะอยู่ภายใต้การบริหารอำนาจดัง กล่าวด้วย ชาติจึงถูกสร้างขึ้นในฐานะที่เป็นพื้นที่ในจินตนาการ ทาบซ้อนลงไปบนรัฐที่มีเขตแดนในเชิงกายภาพ ทำหน้าที่เป็นแหล่งให้ผู้คนเชื่อมโยงถึงกันผ่านลักษณะร่วมบางอย่าง เช่น เผ่าพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ พร้อมกับสร้างความจงรักภักดีในหมู่ผู้คนในสังกัด จนกระทั่งพวกเขาไม่รู้สึกถึงปฏิบัติการอำนาจของรัฐ แต่สำคัญว่าเป็นพันธกรณีที่ตนเองต้องมีต่อชาติ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ในรูปของการอบรมสั่งสอน (เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ) การปฏิบัติตามกฎหมาย (วินัยจราจรสะท้อนวินัยของคนในชาติ) หรือว่าการป้องกันประเทศ (พลีชีพเพื่อชาติ)

รัฐไทยอาศัยจินตนาการเรื่องชาติในการปกครองผู้คนมาแต่แรกตั้ง สยามใหม่สถาปนามรดกร่วมของคนในชาติขึ้นเหนือสายใยเฉพาะถิ่นเพื่อว่าจะได้ สามารถผนวกรวมผู้คนต่างเผ่าต่างภาษาและวัฒนธรรมเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ผู้คนไม่ว่าจะมีจำเพาะหรือแตกต่างอย่างไร หากอยู่ในราชอาณาจักรสยามและมีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักก็นับเป็นส่วน หนึ่งของรัฐไทยที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่นี้ ขณะที่รัฐไทยในยุคต่อมานิยามความหมายของชาติแคบลง เพราะนำไปผูกกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทเพียงกลุ่มเดียว โดยนอกจากจะดำเนินนโยบายกลืนกลายทางวัฒนธรรมและกีดกันกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ แล้ว รัฐไทยสมัยนี้ยังพยายามที่จะสถาปนามหาอาณาจักรไทยที่กินขอบเขตกว้างกว่า ประเทศไทยอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ปัจฉิมนิเทศ "โครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง"

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ อดีตรมว.คลัง กล่าวปิดโครงการปัจฉิมนิเทศ หลักสูตรโครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change) ซึ่งมีนายกเทศมนตรี นักธุรกิจ เอ็นจีโอ และชาวบ้านที่เป็นผู้นำชุมชน กว่า 150 คน เข้าร่วมว่า ตนคิดโครงการนี้ขึ้นมาเพราะเคยมีความฝันอยากเห็นประเทศดีขึ้น ก่อนหน้านี้เป็นนักวิชาการ เป็นที่ปรึกษาภาคเอกชน ครั้งหนึ่งเคยนั่งกินกาแฟร่วมกันโดยข้างซ้ายคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้างขวาคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักกันมาก นั่นคือ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่เคยคิดว่าทุกวันนี้บุคคลทั้งสองจะเป็นเจ้าของกีฬาสี นี่คือดวงชะตาคนเรา

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความหมาย“ชาติไทย”และ“ความเป็นไทย”(๒)

การสืบทอดและการปรับเปลี่ยนความหมาย “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย”
แนวคิดเกี่ยวกับ"ชาติไทย"และ"ความเป็นไทย" ของ หลวงวิจิตรวาทการ
รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ : ผู้วิจัย
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ต่อจากตอนที่ ๑)
ความหวาดหวั่นในเรื่องการเข้ามามีบทบาททางการเมืองของลูกจีนยังเห็นได้จากคำกล่าวของหลวงวิจิตรวาทการในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2481 ความว่า

นายเอ๊กโป้ย (เอก วีสกุล) เคยขอให้ข้าพเจ้าเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้มีการปกครองคนจีนอย่างเดิม คือมีกรมท่าซ้าย ...และทราบมาว่าเตรียมจะสละเงินในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรคราวหน้า เพื่อให้พวกจีนเข้ามาในสภาได้อีกด้วย (*)
(*) อ้างใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา” ฟ้าเดียวกัน 2, 2 (เมษายน-มิถุนายน 2547): 98

จอมพล ป.พิบูลสงคราม

ดังนั้น หากพิจารณาบริบททางการเมืองภายในก็จะเห็นได้ชัดเจน ถึงความจำเป็นที่หลวงวิจิตรวาทการและจอมพล ป. จะต้องเน้นความคิดเชื้อชาตินิยมต่อต้านจีน ดังนั้น หลวงวิจิตรวาทการจึงแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับ “สยามกับไทย” ในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2482 ชี้ให้เห็นว่าจะเกิดปัญหาหลายประการหากยังคงใช้ “สยาม” เป็นชื่อประเทศ ปัญหาสำคัญที่หลวงวิจิตรวาทการเน้นในปาฐกถานี้ ก็คือปัญหาเกี่ยวกับ “ลูกจีน” ซึ่งจะมีสิทธิเลือกตั้ง (*)
(*) อ้างใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ประเทศไทยอายุครบ 65: ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อประเทศปี 2482” ศิลปวัฒนธรรม 25, 8 (มิถุนายน 2547): 84.

ใน สุนทรพจน์เนื่องใน “วันชาติ” ครั้งแรกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ก็กล่าวถึงการที่คนไทย “ถูกเลือดของชนชาติอื่นเข้ามาผสม” ซึ่ง “ทำให้เลือดไทยจางลงทุกขณะ...ชนชาติไทยกำลังจะถูกกลืนด้วยการผสมพันธุ์” (*) เห็นได้ชัดว่าต้องการให้คนไทยเกิดความหวั่นเกรงภัยที่มาจากการถูกพวก “เลือดผสม” หรือพวก “ลูกจีน” กลืนชาติ การสร้างความรู้สึกต่อต้านจีนเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยเกลียดชังพวก “เลือดผสม” หรือพวก “ลูกจีน” และไม่เลือกคนเหล่านี้เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร และปิดโอกาสที่ “ลูกจีน” เหล่านี้จะก้าวขึ้นมามีอำนาจทางการเมือง หรือเป็นคู่แข่งสำคัญทางการเมืองของผู้นำทางทหาร
(*) อ้างใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา” ฟ้าเดียวกัน 2, 2 (เมษายน-มิถุนายน 2547): 99.

ความหมาย“ชาติไทย”และ“ความเป็นไทย”(๑)

การสืบทอดและการปรับเปลี่ยนความหมาย “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย”
แนวคิดเกี่ยวกับ"ชาติไทย"และ"ความเป็นไทย" ของ หลวงวิจิตรวาทการ
รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ : ผู้วิจัย
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ความนำ
ภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 การนิยาม “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” โดยปัญญาชนในระบบอบใหม่ มิได้เปลี่ยนแปลงมากถึงระดับที่รื้อถอน หรือเบียดขับความหมายเดิม ตรงกันข้าม แม้จะมีการเสนอความคิดใหม่บางประการขึ้นมาเพื่อตอบสนองบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป แต่ความคิดใหม่เหล่านั้น ก็มิได้ขัดแย้งกับความคิดเดิม และนับตั้งแต่ทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา กลับมีความพยายามในการรื้อฟื้นความหมายเดิมของ “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ที่ทำให้วิธีคิดเกี่ยวกับ “สังคมและวัฒนธรรมไทย” ของคนไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนระบอบการปกครองมากนัก จนกล่าวได้ว่า มีความสืบเนื่องของวิธีคิดเกี่ยวกับ “สังคมและวัฒนธรรมไทย” ในช่วงก่อนและหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 เป็นอย่างมาก

หลวงวิจิตรวาทการ

ปัญญาชนภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการนิยามความหมายของ “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ในช่วงสองทศวรรษแรกภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ได้แก่หลวงวิจิตรวาทการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และพระยาอนุมานราชธน

หลวงวิจิตรวาทการ – การเสียกรุงและการกอบกู้เอกราช
หลวงวิจิตรวาทการ เสนอความคิดชาตินิยมมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2470 หลังจากหนังสือเรื่อง “หลักไทย” ของขุนวิจิตรมาตราได้รับการตีพิมพ์เพียง 2 ปี หลวงวิจิตรวาทการก็ได้แต่งหนังสือชุด ”ประวัติศาสตร์สากล” ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ.2472-2474 ในหนังสือชุดนี้ หลวงวิจิตรวาทการทำให้ประวัติศาสตร์ “ชาติไทย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สากล และได้เขียนประวัติศาสตร์ “ชาติไทย” แตกต่างจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและขุนวิจิตรมาตราอยู่ไม่น้อย เพราะถึงแม้ว่าบางส่วนจะเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตามลำดับรัชกาลของพระราชวงศ์ของพระมหากษัตริย์ แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นการอภิปรายปัญหาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย การปกครองของไทย “ฐานะของพลเมือง” และ “สิทธิของคน” ตลอดจน “วีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน” ก่อนหน้าการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง (*) โดยเน้นถึงความรักชาติและการเสียสละชีวิตเพื่อชาติของชาวบ้านบางระจันอย่างเต็มที่

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เพลง ๒๔ มิถุนา วันชาติไทย

ที่เลือนลางสำหรับคนไทย
ผู้แต่ง : ครูมนตรี (บุญธรรม) ตราโมท


24 มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบอารยะประชาธิปไตย
ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
 สำราญ สำเริง รื่นเริง เต็มที่
เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย

ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย
ถ้าแม้ว่าชีวิตมลายร่างกายก็เป็นปฏิกูล
พวกเราต้องร่วมรักพิทักษ์ไทยไพบูลย์
อีกรัฐธรรมนูญคู่ประเทศไทย
เสียกายเสียชนม์ยอมทนเสียได้
เสียชาติประเทศไทยอย่ายอมให้เสียเลย
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย...