เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วาทกรรมดูแคลนสติปัญญาประชาชน

ภายใต้บรรยากาศการหาเสียง

ศุภวิทย์ ถาวรบุตร
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภายใต้บรรยากาศการเลือกตั้งมีการแข่งขันหาเสียงดังที่ปรากฏเป็นข่าวกันอยู่ทุกวัน แต่สิ่งที่เราควรจะช่วยกันหยุดยั้งและต่อต้านคือวาทกรรมดูแคลนสติปัญญาประชาชนที่แฝงมากับการหาเสียง

ฝ่ายผู้ใช้วาทกรรมเหล่านี้ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางและนโยบายหาเสียงของตนเอง จึงพยายามป้ายสีแนวคิดหรือนโยบายที่ตรงกันข้ามให้กลายเป็น “เรื่องผิด” หรือเป็น “ความเขลา” ที่ประชาชนไม่ควรไปหลงตาม ดังนั้น ในบรรยากาศเช่นนี้จำเป็นต้องช่วยกันหยุดคิดและลดทอนพลังของวาทกรรมดูแคลนสติปัญญาเหล่านี้

วาทกรรมเข้าข่ายดังกล่าวเท่าที่พอจะรวบรวมได้ในขณะนี้มีอยู่ 4 ข้อ คือ

1. ใช้ระบบบัญชีรายชื่อผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
นักวิชาการและนักวิเคราะห์บางท่านออกมาโจมตีบัญชีรายชื่อของบรรดาพรรคการเมืองทันที โดยชี้ว่าบัญชีรายชื่อที่จัดขึ้นมาเป็นเรื่องของการตอบแทนบุญคุณบ้าง หาที่ให้นายทุนบ้าง เป็นที่ที่พวก ส.ส. เขตถูกยัดเยียดให้อยู่บ้าง สรุปคือล้วนแต่เป็นเรื่องการจัดการผลประโยชน์ภายในพรรค มากกว่าจะใช้เป็นพื้นที่เพื่อ “คัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ” มาทำงานจริงๆ

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

"ดาบอาญาสิทธิ์" เล่มใหม่ ของ ป.ป.ช.

การเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายตรวจสอบ


ในหนังจักรๆวงศ์ๆ วิธีการต่อสู้กับยักษ์-มาร ดีที่สุด ก็คือการเพิ่มพลังให้กับเทวดา-พระเอก จะได้สู้กันอย่างสมเนื้อสมเนื้อ แต่ในการเมืองไทย ยุคที่ "นักการเมือง" ถูกตราหน้าแบบเหมารวมว่า "เลว"

วิธีดีที่สุด ในการรับมือกับ "คนไม่ดี" ก็น่าจะได้แก่การเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งน่าจะดีกว่า ข้อเสนอของคนบางกลุ่มที่ให้ปิดเทอมการเมือง 3-5 ปี ที่ไม่น่าจะแก้ปัญหาอะไรได้ จะดีจะชั่ว เราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ให้กำหนดนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่เรียกว่า "องค์กรอิสระ"

โดยเฉพาะองค์กรอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ที่เข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ แทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ป.) ในอดีต ที่เป็นเพียง "เสือกระดาษ" เพราะไม่ว่าส่งลงโทษอะไรไป ก็มักจะไม่มีใครปฏิบัติตาม

อำนาจของป.ป.ช.มาจาก "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ" มีบทลงโทษเข้ม ขลัง ทั้งทางวินัยและอาญา แต่เมื่อการทุจริต-คอร์รัปชั่น-ประพฤติมิชอบมีวิวัฒนาการของมัน การป้องกัน-ปราบปรามพฤติกรรมก็ต้องวิ่งไล่ตามให้ทัน หลังปี 2550 ป.ป.ช.ถึงขนาดต้องให้ "นิยาม" ศัพท์ที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นใหม่ เพื่อขยายกรอบและวิธีการทำงาน

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วิกฤตการณ์แห่งอำนาจอธิปไตย

สาเหตุแห่งวิกฤติ
1. โลกาภิวัฒน์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้เปรียบ-เสียเปรียบของข้อตกลงทางการค้า การเคลื่อนย้ายทุน คน สินค้า ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เป็นไปอย่างเสรี รวดเร็วและสลับซับซ้อน กดดันให้คนทั่วทั้งโลกต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ทั้งกรอบในการรับรู้ การวิเคราะห์ การทำความเข้าใจโลก และการประเมิณคุณค่าใหม่ๆ สถานการณ์โดยรวมก่อให้เกิดเส้นแบ่งใหม่ระหว่างฝ่ายที่ปรับตัวได้กับฝ่ายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ (กลุ่มอนุรักษ์ใหม่ ) ประเด็นหลักของการปรับตัวคือ ยอมรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อการแปรรูปหรือไม่อย่างไร ยอมรับการตกลงการค้าเสรีโดยหลักการหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อข้อตกลงทางการค้ารายสินค้าหรือไม่อย่างไร กลุ่มคนที่ปรับตัวไม่ได้และเสียประโยชน์จากผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกระทั่งเป็นตัวตั้งตัวตีต่อการต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพราะท่านเน้นยุทธศาสตร์ อยู่ร่วมกับโลกาภิวัฒน์และใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์เป็นสำคัญ

2. กลุ่มทุนที่ไร้ความสามารถปรับตัวหลังวิกฤติ ทั้งกลุ่มที่เป็น NPL (เช่นผู้จัดการ TPI) กลุ่มที่ไม่มีความสามารถทำกำไรและ/หรือ ขยายกิจการอย่างมีข้อจำกัด ล้วนมีความคาดหวังพึ่งพารัฐและต้องการใช้สิทธิพิเศษฟื้นฟูกิจการของตน เมื่อพึ่งพาและใช้สิทธ์พิเศษไม่ได้ก็หันไปอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล

3. กลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม ไม่สามารถต่อรองผลประโยชน์จากรัฐได้ตามต้องการก็หันไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยที่ตนเคยสังกัดหรือให้การสนับสนุน(เช่นกลุ่มวังน้ำเย็น และกลุ่มทุนพรรคชาติไทย)

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ประชาธิปไตย – ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นฉันท์ใด โดย ทอทหาร

ณ วันนี้เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) เป็นระบอบการปกครองที่มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีนักวิชาการหลายท่านยังไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือแม้แต่นักการเมือง/ผู้นำประเทศชื่อดังก็ยังไม่ได้มองว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น อริสโตเติลที่มองว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ดี หรือ โธมัส ฮอบส์ ที่มองว่าระบบกษัตริย์เป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด หรือแม้แต่ นรม.สหราชอาณาจักรในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่าง

เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) ได้กล่าวว่า "Democracy is the worst form of government except for all those others that have been tried." หรือถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า "ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่เลวที่สุดหากเรายกเว้นไม่ไปกล่าวถึงบรรดารูปแบบการปกครองอื่นทั้งหลายทั้งปวงที่เคยถูกทดลองใช้บ้างเป็นเป็นครั้งคราว" หรือที่เรานิยมใช้กันว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เลวน้อยที่สุด” เป็นต้น การทำความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงกลายมาเป็นสิ่งที่เราทุกคนในสังคมไทยจำเป็นต้องเรียนรู้

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ปัจฉิมนิเทศ "โครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง"

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ อดีตรมว.คลัง กล่าวปิดโครงการปัจฉิมนิเทศ หลักสูตรโครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change) ซึ่งมีนายกเทศมนตรี นักธุรกิจ เอ็นจีโอ และชาวบ้านที่เป็นผู้นำชุมชน กว่า 150 คน เข้าร่วมว่า ตนคิดโครงการนี้ขึ้นมาเพราะเคยมีความฝันอยากเห็นประเทศดีขึ้น ก่อนหน้านี้เป็นนักวิชาการ เป็นที่ปรึกษาภาคเอกชน ครั้งหนึ่งเคยนั่งกินกาแฟร่วมกันโดยข้างซ้ายคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้างขวาคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักกันมาก นั่นคือ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่เคยคิดว่าทุกวันนี้บุคคลทั้งสองจะเป็นเจ้าของกีฬาสี นี่คือดวงชะตาคนเรา