เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักวิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักวิชาการ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความเป็นกลางคือ “ความชอบธรรม” หรือจะเป็นแค่วาทกรรมแห่งยุคสมัย

เมื่อมีสถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้น ก็จะเกิดคู่กรณีสองฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายก็เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้แก่ฝ่ายตน ประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายปริมาณ ก็จะอ้างเอามวลชนและปริมาณมาสร้างความชอบธรรม (พวกมากลากไป) ส่วนประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายคุณภาพ ก็จะอ้างเอาคุณภาพ ฐานะ ชนชั้น (นักวิชาการ นักธุรกิจ นักปราชญ์) มาสร้างความชอบธรรม นี่คือประเด็นความขัดแย้งที่หาจุดประนีประนอมกันได้ยาก

สถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ มีสาเหตุมาจากการเบียดเบียนกันเองของคนในสังคมนั้น และเกิดจาก โครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีสภาพบิดเบี้ยว ไม่สมประกอบ เกิดการทุจริตคอรัปชั่น การค้นหาต้นเหตุของปัญหาดังกล่าว จะต้องกระทำอย่างรอบคอบ มองให้รอบถ้วน เซาะให้ถึงรากเหง้าของปัญหา ด้วยการนำข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ (Quantity fact) และเชิงคุณภาพ (Quality fact) มาร่วมพิเคราะห์พิจารณาด้วย อย่ามองเพียงแง่มุมเดียว หรือเพียงด้านเดียว มิฉะนั้นถ้าตัดสินลงไป ก็จะเกิดความไม่ธรรม หรือขาดความเป็นกลางทันที นอกจากจะแก้ไขปัญหาไม่ได้แล้ว เท่ากับจุดไฟให้ข้อขัดแย้งมันรุนแรงขึ้น

นี่เป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ที่ยังมีความเห็นแก่ตัว มีความเชื่อ ความคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้สังคมเกิดความไม่สงบสุข และแสวงหาเรียกร้องความยุติธรรม บุคคลที่จะทำหน้าที่ตัดสินปัญหา จะต้องเป็นคนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้เสียในผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และต้องกล้าตัดสินหรือชี้นำ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วาทกรรมดูแคลนสติปัญญาประชาชน

ภายใต้บรรยากาศการหาเสียง

ศุภวิทย์ ถาวรบุตร
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภายใต้บรรยากาศการเลือกตั้งมีการแข่งขันหาเสียงดังที่ปรากฏเป็นข่าวกันอยู่ทุกวัน แต่สิ่งที่เราควรจะช่วยกันหยุดยั้งและต่อต้านคือวาทกรรมดูแคลนสติปัญญาประชาชนที่แฝงมากับการหาเสียง

ฝ่ายผู้ใช้วาทกรรมเหล่านี้ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางและนโยบายหาเสียงของตนเอง จึงพยายามป้ายสีแนวคิดหรือนโยบายที่ตรงกันข้ามให้กลายเป็น “เรื่องผิด” หรือเป็น “ความเขลา” ที่ประชาชนไม่ควรไปหลงตาม ดังนั้น ในบรรยากาศเช่นนี้จำเป็นต้องช่วยกันหยุดคิดและลดทอนพลังของวาทกรรมดูแคลนสติปัญญาเหล่านี้

วาทกรรมเข้าข่ายดังกล่าวเท่าที่พอจะรวบรวมได้ในขณะนี้มีอยู่ 4 ข้อ คือ

1. ใช้ระบบบัญชีรายชื่อผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
นักวิชาการและนักวิเคราะห์บางท่านออกมาโจมตีบัญชีรายชื่อของบรรดาพรรคการเมืองทันที โดยชี้ว่าบัญชีรายชื่อที่จัดขึ้นมาเป็นเรื่องของการตอบแทนบุญคุณบ้าง หาที่ให้นายทุนบ้าง เป็นที่ที่พวก ส.ส. เขตถูกยัดเยียดให้อยู่บ้าง สรุปคือล้วนแต่เป็นเรื่องการจัดการผลประโยชน์ภายในพรรค มากกว่าจะใช้เป็นพื้นที่เพื่อ “คัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ” มาทำงานจริงๆ

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อุปสรรคของประชาธิปไตย

ภูมิปัญญาของเทวดาผู้ทรงคุณธรรม คือ อุปสรรคของประชาธิปไตย
นักปรัชญาชายขอบ
ที่มา : ประชาไท

อาจารย์ท่านหนึ่งที่ไปสอนในหลักสูตรนานาชาติเล่าว่า เด็กอเมริกันที่มาเรียนในเมืองไทย มีเรื่องที่ต้องให้คิดถึงบ้านอยู่เรื่องหนึ่ง คือคิดถึงบรรยากาศของ “การสนทนาเชิงลึก” ซึ่งเขาบอกว่าในเมืองไทยเขาไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศที่ว่านี้เลย

ผมฟังแล้วก็เห็นด้วย อย่าว่าแต่เด็กอเมริกันจะเหงาเลย อาจารย์ไทยที่คิดอะไรเชิงลึก หรือคิดเรื่องซีเรียสหน่อยก็เหงา เพราะหาเพื่อนคุยด้วยได้ยาก ผมเห็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเขาคุยกันสนุกปากเรื่องฟีล์ม-แอนนี่ คลิปฉาวของดารา แต่ไม่เห็นคุยเรื่องคลิปฉาวของศาลรัฐธรรมนูญ แถมในห้องทำงานของบางภาควิชายังห้ามคุยเรื่องการเมืองเสียอีก

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วิกฤตการณ์แห่งอำนาจอธิปไตย

สาเหตุแห่งวิกฤติ
1. โลกาภิวัฒน์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้เปรียบ-เสียเปรียบของข้อตกลงทางการค้า การเคลื่อนย้ายทุน คน สินค้า ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เป็นไปอย่างเสรี รวดเร็วและสลับซับซ้อน กดดันให้คนทั่วทั้งโลกต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ทั้งกรอบในการรับรู้ การวิเคราะห์ การทำความเข้าใจโลก และการประเมิณคุณค่าใหม่ๆ สถานการณ์โดยรวมก่อให้เกิดเส้นแบ่งใหม่ระหว่างฝ่ายที่ปรับตัวได้กับฝ่ายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ (กลุ่มอนุรักษ์ใหม่ ) ประเด็นหลักของการปรับตัวคือ ยอมรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อการแปรรูปหรือไม่อย่างไร ยอมรับการตกลงการค้าเสรีโดยหลักการหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อข้อตกลงทางการค้ารายสินค้าหรือไม่อย่างไร กลุ่มคนที่ปรับตัวไม่ได้และเสียประโยชน์จากผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกระทั่งเป็นตัวตั้งตัวตีต่อการต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพราะท่านเน้นยุทธศาสตร์ อยู่ร่วมกับโลกาภิวัฒน์และใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์เป็นสำคัญ

2. กลุ่มทุนที่ไร้ความสามารถปรับตัวหลังวิกฤติ ทั้งกลุ่มที่เป็น NPL (เช่นผู้จัดการ TPI) กลุ่มที่ไม่มีความสามารถทำกำไรและ/หรือ ขยายกิจการอย่างมีข้อจำกัด ล้วนมีความคาดหวังพึ่งพารัฐและต้องการใช้สิทธิพิเศษฟื้นฟูกิจการของตน เมื่อพึ่งพาและใช้สิทธ์พิเศษไม่ได้ก็หันไปอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล

3. กลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม ไม่สามารถต่อรองผลประโยชน์จากรัฐได้ตามต้องการก็หันไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยที่ตนเคยสังกัดหรือให้การสนับสนุน(เช่นกลุ่มวังน้ำเย็น และกลุ่มทุนพรรคชาติไทย)

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

การเสวนาเรื่อง พลังนักศึกษา(ไม่ได้)หายไปไหน

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2553 ที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้มีการเสวนาเรื่อง “พลังนักศึกษา ( ไม่ได้) หายไปไหน ทำไม อย่างไร หรือไม่?” โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยนายจาตุรนต์ กล่าวว่า มักจะมีคำถามเป็นประจำว่า บทบาททางการเมืองของนักศึกษาในอดีตกับปัจจุบันทำไมแตกต่างกัน ทำไมเมื่อมีปัญหาการเมือง นักศึกษาถึงไม่เคลื่อนไหว คำตอบคือ เพราะสภาพเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นักศึกษาก็มีบทบาททางการเมืองบ้าง ไม่ได้มีจำนวนมาก แต่มีความเข้มข้น เช่น การตั้งประเด็นเรื่องผู้เสียชีวิต 91 ศพ หรือทวงถามนายกฯ เรื่องการยกเลิก พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะนี้สังคมไทยกลายเป็นเผด็จการครบเครื่องในรอบ 20-30 ปี ไม่ใช่เผด็จการที่มาจากการยึดอำนาจ แต่เป็นเผด็จการแยบยลที่ประสานหลายฝ่ายเป็นเครือข่ายใหญ่โต การเมืองอยู่บนหลักการที่สองฝ่ายสู้กัน แต่ไม่ใช่ว่าใครผิดติดคุก กลายเป็นว่าใครแพ้ติดคุก ถ้าเสื้อแดงไม่ถูกเรื่องก่อการร้าย คนในรัฐบาลหลายคนต้องติดคุกตลอดชีวิตฐานสั่งฆ่าประชาชน รัฐบาลจึงต้องสรุปให้ได้ว่า การชุมนุมนำโดยพวกก่อการร้าย แล้วยังฆ่ากันเองโดยรัฐบาลไม่มีความผิดอะไร

อำนาจ 108 กับเสรีภาพทางวิชาการ-เส้นแบ่งอยู่ที่ไหน

อภิปรายทางวิชาการ วันที่ 8 กันยายน 2553
สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ร่วมกับ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มศว.ประสานมิตร

ผู้ร่วมอภิปราย มี รศ.ดร.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นางสุนีย์ ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นายมงคล ศริวัฒน์ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ดำเนินรายการโดย รศ.ดร. อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์

รศ.ดร.ฉลอง กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยใน 20 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้เกิดจากการตั้งประชาคม แต่เกิดจากการตอบสนองความต้องการของรัฐและผู้มีอำนาจรัฐ จากเดิมที่มหาวิทยาลัยผลิตข้าราชการเพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งของรัฐ แต่ปัจจุบันมุ่งแสวงหาความรู้ใหม่ เน้นการทำวิจัย บีบบังคับให้ตกอยู่ภายใต้วิธีคิดที่คับแคบจากกลุ่มนายทุน ไม่สามารถให้นักวิชาการทำงานในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ เป็นอำนาจ 108 ที่ไม่รู้สึก กลายเป็นความชั่วร้ายเป็นเหตุเป็นผล ที่มุ่งความคุ้มค่ากับการลงทุน ตัวเงิน การใช้ประโยชน์ ที่เป็นตัวคุกคามทางวิชาการ ทำให้นักวิชาการใหม่ๆ ไม่สามารถแสดงความคิดอย่างเต็มที่อีกต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ซากอดีตป้อมปราการภูมิปัญญาฝ่ายประชาธิปไตย

ธรรมศาสตร์และการเมือง
ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทความ ตีพิมพ์ใน "ประชาชาติธุรกิจ"
ในคอลัมน์มองซ้ายมองขวา

ดร.อภิชาติ ได้อ้างถึง บทความ "ทำไมบทบาทของปัญญาชนสาธารณะจึงเสื่อมถอยลง ?" ของอาจารย์ เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้นักวิชาการมหาวิทยาลัยไม่เล่นบทบาทปัญญาชนสาธาณะคือ

" ในอุษาคเนย์นั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยมีรายได้ต่ำ จึงต้องหาทางออกด้วยการรับงานโครงการวิจัยของรัฐที่ไร้ประโยชน์ หาลำไพ่พิเศษด้วยการสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ และอาศัยช่องทางต่าง ๆ ในสื่อมวลชน เช่น เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ ทำรายการทีวี ฯลฯ อาจารย์เหล่านี้จึงมักละเลยหรือไม่สนใจนักศึกษา หรือไม่ก็ปฏิบัติต่อนักศึกษาแบบราชการ นักวิชาการจำนวนไม่น้อยไม่ยอมสอนหนังสือเลย แต่เลือกไปกินตำแหน่งในสถาบันวิจัยที่แทบไม่มีผลงานใด ๆ"

ผมขอขยายความว่า การหาลำไพ่พิเศษด้วยการรับจ้างสอนนั้น กระทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการพิเศษภาคค่ำในทุกระดับ ตั้งแต่ปริญญาตรี โท เอก ซึ่งเก็บค่าหน่วยกิตแพง ๆ มาจ่ายค่าสอนอัตรา "ตลาด" จนกระทั่งเกิดคำขวัญว่า "จ่ายครบจบแน่" หรือ "Mac University" (มหา'ลัยแดกด่วน) หรือ "การทำไร่เลื่อนลอย"

หมายถึงมหาวิทยาลัยพากันไปเช่าตึก เปิดศูนย์ เปิดสาขาสอนในที่ที่มี "ตลาด" เช่น ย่านกลางเมือง หรือหัวเมืองต่าง ๆ จนกระทั่ง "ตลาดหมด" ก็ปิดตัวไปเปิดที่อื่น ๆ ต่อไป จึงไม่แปลกเลยที่ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเคยพบว่า งานเขียนของนักศึกษาปริญญาเอกบางคนมีคุณภาพต่ำกว่างานของนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติที่ผมสอนเสียอีก