เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รากหญ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รากหญ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อุปสรรคของประชาธิปไตย

ภูมิปัญญาของเทวดาผู้ทรงคุณธรรม คือ อุปสรรคของประชาธิปไตย
นักปรัชญาชายขอบ
ที่มา : ประชาไท

อาจารย์ท่านหนึ่งที่ไปสอนในหลักสูตรนานาชาติเล่าว่า เด็กอเมริกันที่มาเรียนในเมืองไทย มีเรื่องที่ต้องให้คิดถึงบ้านอยู่เรื่องหนึ่ง คือคิดถึงบรรยากาศของ “การสนทนาเชิงลึก” ซึ่งเขาบอกว่าในเมืองไทยเขาไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศที่ว่านี้เลย

ผมฟังแล้วก็เห็นด้วย อย่าว่าแต่เด็กอเมริกันจะเหงาเลย อาจารย์ไทยที่คิดอะไรเชิงลึก หรือคิดเรื่องซีเรียสหน่อยก็เหงา เพราะหาเพื่อนคุยด้วยได้ยาก ผมเห็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเขาคุยกันสนุกปากเรื่องฟีล์ม-แอนนี่ คลิปฉาวของดารา แต่ไม่เห็นคุยเรื่องคลิปฉาวของศาลรัฐธรรมนูญ แถมในห้องทำงานของบางภาควิชายังห้ามคุยเรื่องการเมืองเสียอีก

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กระดูกสันหลังของไทย

ยายสา

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมปลูกข้าวส่งออกมากที่สุดอันดับหนึ่งของโลก โดยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวปีละประมาณ 56-58 ล้านไร่ ได้ผลผลิตปีละประมาณ 28-30 ล้านตันข้าวเปลือก อีกทั้งข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศปีละประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท แต่กลับพบว่า อาชีพทำนาเป็นกลุ่มอาชีพที่มีฐานะยากจนมากที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ ซึ่งจากการสำรวจของ สศก.ในปีการผลิต 2547/2548 พบว่า รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 594 บาท/คน/เดือน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนในปี 2548 ซึ่งมีค่า 1,230 บาทต่อเดือนต่อคน
ชาวนาไทยต้องแบกภาระความเสี่ยงกันเอาเอง โดยที่รัฐบาลไม่เคยได้เหลียวแลอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะของดินฟ้าอากาศ เวลาที่น้ำท่วม ข้าวก็เสียหาย เวลาที่ฝนแล้งขาดน้ำ ข้าวในนาก็แห้งตาย แต่ก็นับว่าแปลกที่ พื้นที่สนามก๊อล์ฟไม่เคยต้องประสบวิกฤติการณ์เหล่านี้ ความที่ชาวนายากทำให้ไม่มีเงินเสียภาษี แต่ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ยิ่งในภาวะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการแกล้งตัดราคาข้าว ในช่วงที่ชาวนาควรจะขายข้าวได้ในราคาดี และมีการเก็บค่าภาษีหยุมหยิม ในขณะที่สมัยก่อนชาวนาไม่ต้องจ่าย

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความเหลื่อมล้ำในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง










อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2553

เราทุกคนรับรู้อยู่ว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำกันมานานมากแล้ว คงต้องกล่าวด้วยว่าในอดีตมีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาถึงการกระจุกตัวของราย ได้ที่แตกต่างกัน ระหว่างคนยี่สิบเปอร์เซ็นต์ส่วนบนกับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ส่วนล่าง และโดยมากแล้วสังคมไทยก็จะ "ฮือฮา" กันช่วงแรกๆ ที่มีงานวิจัยในแต่ละปีแสดงผลความเหลื่อมล้ำนี้ หลังจากนั้นไม่นานก็ลืมกันไป

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเมื่อก่อนนี้คนไทยที่อยู่ข้างล่างยอมอยู่ และยอมรับสภาพความเหลื่อมล้ำได้ จึงทำให้ไม่เกิดปัญหาของความคับข้องใจแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือความไม่เสมอภาคทางชาติพันธุ์

ส่วนคนที่แสดงความใส่ใจเรื่องนี้ ก็มักจะให้ความสนใจเฉพาะหน้า เหมือนกับพวกนายทุนและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ (เช่น บริษัทที่แจกผ้าห่มสีเขียว เป็นต้น) นำผ้าห่มไปแจกชาวบ้านหน้าหนาวโดยที่ไม่เคยสำนึกและแสดงอะไรให้รับรู้ว่าควร จะทำให้ชาวบ้านมีเงินซื้อผ้าห่มที่ดีกว่า (ที่แจกให้) ด้วยตนเอง เพราะความเหลื่อมล้ำกลับเป็นช่องทางที่ทำให้พวกเขาได้แสดงให้สังคมเห็นว่า พวกเขาห่วงใยคนยากจนในสังคม โดยเฉพาะแสดงให้ชนชั้นกลางในสังคมไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจซื้อสูงสุดยอมรับในภาพพจน์ความมีน้ำใจต่อผู้เดือดร้อน


ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจจึงไม่ใช่เรื่องของเฉพาะความเหลื่อมล้ำ หากแต่ต้องพิจารณาให้เข้าใจถึงปฏิบัติการของคนในสังคมกับความเหลื่อมล้ำที่ ผ่านมา และความเปลี่ยนแปลงหมายของความรู้สึกเหลื่อมล้ำ

ชนชั้นกลางในสังคมไทยซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจสูงที่สุดในปัจจุบันไม่ ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร รายการโทรทัศน์จำนวนไม่น้อยชอบเสาะหาผู้ตกทุกข์ได้ยากมาแสดงชีวิตที่ลำเค็ญ เพราะรู้ว่าจะมีความช่วยเหลือมากมายไหลมาจากคนชั้นกลางสู่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งก็จะทำให้การหาโฆษณาง่ายมากขึ้น

กล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางในสังคมไทย (หรือของคนในสังคมไทยเลยก็ว่าได้) เป็นกลุ่มคนที่มีความ "เมตตากรุณา" ฝังอยู่ แต่ความ "เมตตากรุณา" ของสังคมไทยเป็นความรู้สึกที่มีเงื่อนไขกำกับอยู่ ก็คือ เป็นความ "เมตตากรุณา" ต่อผู้ที่อยู่เบื้องล่างและต้องเป็นผู้ที่ไม่เผยตนขึ้นมาเท่าเทียมเป็นอันขาด หากเผยอขึ้นมาเท่าเทียม ก็ไม่สามารถแสดงความเมตตาได้ ปฏิบัติการต่อความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมาของสังคมไทย จึงเป็นการแสดงความ "เมตตากรุณา" ต่อผู้ที่ต้องยอมสยบอยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำนั้น และเมื่อได้รับ "ความเมตตากรุณา" ไปแล้ว ก็ต้องสำนึกในบุญคุณให้มากด้วย