เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเหลื่อมล้ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเหลื่อมล้ำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"ความเหลื่อมล้ำ-ไม่เป็นธรรม"ในกระบวนการยุติธรรมไทย

ปาฐกถาพิเศษ โดย ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย

เมื่อวันพุธที่ 17 ส.ค. ได้มีการปาฐกถาเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมด้านกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย" โดย ผศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย.ดร.จุฑารัตน์กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม เกิดจากความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่เริ่มแรก "ใครมีอำนาจทางเศรษฐกิจ-มีอำนาจทางสังคมก็เป็นผู้ที่สร้างความเหลื่อมล้ำกับ ผู้ที่ไม่มีอำนาจ" รวมถึงความแตกต่างระหว่างอำนาจในเชิงพื้นที่ทางสังคม

"โดยนิยามแล้ว ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมก็คือความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้มี โอกาสกับผู้ที่ขาดโอกาส ซึ่งโอกาสในที่นี้ก็คือโอกาสในการเข้าถึงและจัดการกลไกต่างๆ โดยเฉพาะกลไกภาครัฐ อย่างใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยพ.ร.ก.ดังกล่าวนั้นเขียนไว้ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นกระทำการใดๆ ประชาชนไม่มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิด ซึ่งนี่เป็นการตัดสิทธิทางศาลปกครอง เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้จะถูกตัดโอกาสในการเข้าถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม"

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นโยบายที่พรรคการเมืองไม่พูดถึง

คอลัมน์ : เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษา สภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

ต่อหน้าสถานการณ์เลือกตั้งกระชั้นเข้ามา พรรคการเมืองเก่าใหม่ทุกขนาดต่างก็เสนอนโยบายใหม่ๆ ตามความเข้าใจกันเอาเองว่ายุคสมัยนี้การเลือกตั้งต้องสู้กันด้วยนโยบาย มิใช่ใช้เงินกับความนิยมตัวผู้สมัครและชื่อเสียงของพรรคเหมือนในอดีตเสียแล้ว พรรคการเมืองใดมีนโยบายดี มีท่าทีปฏิบัติได้จริง พรรคนั้นจะได้เปรียบ

ความสำคัญของนโยบายพรรคต่อการเลือกตั้งเพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในปี 2544 ต่อจากนั้นก้าวถึงจุดสูงสุดในปี 2548 พรรคไทยรักไทยเจ้าของนโยบายประชานิยมได้รับชัยชนะอย่างงดงามทั้งสองครั้ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่เคยเห็นคุณค่าของนโยบายต้องพ่ายแพ้อย่างหมดท่าทั้งสองครั้ง นับจากนั้นเป็นต้นมาทุกพรรคการเมืองเชื่อว่าการมีชีวิตรอดในสนามเลือกตั้งย่อมชี้ขาดด้วยนโยบายพรรค.

แต่ถึงกระนั้นพรรคการเมืองทั้งหลายก็ยังเข้าใจเพียงฉาบฉวย เป็นเพียงความห่วงใยต่ออนาคตของพรรคเท่านั้น มิใช่ตระหนักต่ออนาคตของประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจึงนำนโยบายที่หลากสีฉูดฉาดและบางเบามาหาเสียง ทุกพรรคหลีกเลี่ยงการนำนโยบายแก้ปัญหาถึงรากเหง้าซึ่งกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเป็นสัญญาประชาคมในการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะทุกพรรคไม่กล้าหาญพอที่จะต่อสู้กับกำแพงชนชั้นที่ขวางกั้นประชาชนไม่ ให้เข้าถึงอำนาจการเมือง ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจและเกียรติยศในสังคม

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจฉบับสมบูรณ์

โดย คณะกรรมการปฏิรูป

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

ความเหลื่อมล้ำในความสัมพันธ์ทางอำนาจนับเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศไทย และเป็นต้นตอบ่อเกิดของปัญหาสำคัญอื่นๆอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม

ความสัมพันธ์ทางอำนาจมีหลายแบบ และถูกค้ำจุนไว้ด้วยโครงสร้างทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่เมื่อกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว โครงสร้างอำนาจที่มีพลังสูงสุดและส่งผลกำหนดต่อโครงสร้างอำนาจอื่นทั้งปวงคือโครงสร้างอำนาจรัฐ

ด้วยเหตุดังนี้ การปรับสมดุลหรือการลดความเหลื่อมล้ำในความสัมพันธ์ทางอำนาจ จึงจำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยกลไกการปกครองต่างๆ เราจำเป็นต้องจัดระเบียบกลไกเหล่านี้เสียใหม่ เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถเข้าถึงอำนาจได้อย่างเท่าเทียมกัน

ตลอดระยะเวลาประมาณ 120 ปีที่ผ่านมา ระเบียบอำนาจของรัฐไทยถูกจัดโครงสร้างไว้ในลักษณะ รวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ทั้งนี้ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของระบบบริหารราชการแผ่นดินอันประกอบ ด้วยกระทรวงทบวงกรมซึ่งมีกิ่งก้านสาขาครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ และมีอำนาจบริหารจัดการสังคมในทุกขอบเขตทุกปริมณฑล

ยุติปมเหลื่อมล้ำสุขภาพ ด้วย"กระบวนการยุติธรรม"

ปมพิพาทกรณี “ความเหลื่อมล้ำ” ในระบบประกันสุขภาพ


ระหว่างผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ที่มีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นผู้กำกับการบริการ ก้าวเข้าสู่เดือนที่ 3 ของความพยายามถางทางออก

ย้อนกลับไปช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มี “สัญญาณ” อ่อนๆ ถึงความพร้อมในการแก้ปัญหาส่งออกมาจากซีกการเมือง เมื่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน ในฐานะต้นสังกัดสปส.ระบุว่า พร้อมจะแก้กฎหมาย (พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533) เพื่อ เปิดช่องให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมสามารถเลือกได้ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ สิทธิบัตรทองได้ หากผู้ประกันตนมองว่าบัตรทองให้สิทธิประโยชน์ดีกว่าระบบประกันสังคมจริง

“แต่การแก้กฎหมายต้องแก้พร้อมกันทั้งของสปส.และสปสช. มิเช่นนั้นเมื่อแก้ฉบับหนึ่งก็จะไปติดล็อคอีกฉบับหนึ่ง สุดท้ายแล้วการเปิดช่องก็คงไม่อาจทำได้”คือท่าทีของรัฐมนตรีแรงงาน พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

ลดเหลื่อมล้ำ สร้างยุติธรรม : บูรณะหรือรื้อล้างแล้วสร้างใหม่สังคมไทย?

เสวนาวิชาการ “ลดเหลื่อมล้ำ สร้างยุติธรรม : บูรณะหรือรื้อล้างแล้วสร้างใหม่สังคมไทย ?” กองทุน 60 ปี อคิน รพีพัฒน์ เพื่อสังคม, สำนักงานสุขภาวะและพัฒนาสังคม และมูลนิธิชุมชนไท
ในงานแสดงมุทิตาจิต “78 ปี อคิน รพีพัฒน์….ตามหาความยุติธรรม” ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ กรุงเทพฯ

ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ กรรมการปฏิรูป ในฐานะประธานอนุกรรมการปฏิรูป ระบบการจัดการที่ดิน ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและน้ำ ในคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) กล่าวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมายังไม่มี โอกาสได้พบกับความยุติธรรมที่แท้จริง ซึ่งความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีปัญหาสะสมเรื่อยมาตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 5 ทั้งในรูปแบบที่ดีขึ้น และถดถอยลง แต่ปัจจุบันเรียกได้ว่า อยู่ในระดับเลวลงจนต่ำกว่าที่เคยจะเป็น เนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำในสังคมสูง คนจนได้รับความทุกข์จากความไม่เป็นธรรมมากขึ้น สาเหตุสำคัญเกิดจากการครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม บริโภคนิยม ดังกรณีเรื่องที่ดินทำให้คนกลุ่มเล็กเพียง 10% ถือครองที่ดินกว่า 90% ของทั้งประเทศ

“ความเป็นจริงประชาธิปไตยไม่ใช่ของเลว ไม่ใช่ของที่น่ารังเกียจ แต่เมื่อมีการแอบแฝงรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบ การหวังผลประโยชน์ส่วนตนตามแนวคิดทุนนิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เราเกลียดประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา”

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม

คมชัดลึก : 3 ม.ค. 2554

นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ (กทม.) เปิดเผยความคืบหน้า โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกรุงเทพฯ (Development of Strategic Plan for Social Reconciliation in Bangkok Metropolitan)

ซึ่ง กทม.ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำการศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน ตามกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม หลังเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพฯ

หลังจากที่ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัย 12 แห่งที่จะร่วมวิจัย อาทิ ม.รามคำแหง ม.ธุรกิจบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ เป็นต้น ดำเนินการจับคู่กับมหาวิทยาลัยเพิ่มอีก 12 แห่ง รวมเป็น 24 แห่ง งบประมาณรวม 72 ล้านบาท เพื่อเตรียมทำกระบวนการกลุ่ม และทำแบบฟอร์มคำถามที่จะใช้สำรวจทำวิจัยกับชุมชนใน 6 กลุ่มโซนทั่วกรุงเทพฯ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้น ขณะนี้ สถาบันพัฒนาประชากรชุมชนหรือพีดีเอ ของนายมีชัย วีระไวทยะ ได้อบรมนักวิจัยจากทุกมหาวิทยาลัยแล้ว โดยทุกมหาวิทายาลัยได้ลงพื้นที่เพื่อทำวิจัยรวม 96 ชุมชนประมาณกลางเดือน ม.ค.54

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การลดความเหลื่อมลํ้าและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

บทความที่จะนำเสนอ ในการสัมมนาวิชาการ โดย TDRI ในวันที่ ๒๙-๓๐ พฤศจกายน ๒๕๕๓

๑.การลดความเหลื่อมล้ำ
๑.๑ การสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน: ค่าใช้จ่ายระบบสวัสดิการสังคมที่คนไทยต้องการ
คนทั่วไปมักจะคิดว่าการมีสวัสดิการสังคมเป็นบริการสาธารณะที่มีราคาแพง คนไทยอาจจะแบกรับไม่ได้ ข้อกังวลดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้จากการประมาณการค่าใช้จ่ายของสวัสดิการสังคมที่คนไทยต้องการ บทความนี้ นำเสนอผลการสำรวจและการทำประชามติความต้องการสวัสดิการสังคมของคนไทย เพื่อมาประมาณการว่า สวัสดิการที่คนไทยต้องการนั้นจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ภาครัฐมากน้อยเพียงใด

ปัจจัยที่สำคัญของการให้สวัสดิการสังคมแก่คนไทยนั้น คือ การวางระบบสวัสดิการสังคมที่มีความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทัดเทียมกัน ในบทความนี้ กล่าวถึงแนวคิดการวางระบบสวัสดิการสังคมโดยยึดหลักความเสมอภาคและความยั่งยืน และมีข้อเสนอสำหรับการมีระบบสวัสดิการสังคมสำหรับคนไทย

๑.๒ การสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน: การจัดหาและจัดสรรทรัพยากรทางการเงินเพื่อรองรับระบบสวัสดิการ
ทุกระบบสวัสดิการล้วนมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นความสามารถของประเทศในการให้สวัสดิการพื้นฐานกับประชาชนจึงมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการหารายได้ของ ระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงการสร้างอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพียงพอ แต่ต้องไม่เป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไปทำลายสวัสดิการ เช่น สร้างผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น นอกจากนั้นการแบ่งสรรความรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายตามกลุ่มรายได้ก็สามารถมีส่วนช่วยสร้างสวัสดิการพื้นฐานได้เร็วขึ้น และถือ เป็นกระบวนการเพิ่มความเท่าเทียมกันของการกระจายรายได้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปลดแอกสังคมเหลื่อมล้ำด้วย “ประชาธิปไตยชุมชน”

การเมืองในระบบหรือประชาธิปไตยระดับชาติ อาจเป็นเรื่องไกลตัวนามธรรมสำหรับชาวบ้าน แต่การปลดหนี้ 20 ล้านที่บ้านสามขา, สภาผู้นำตำบลนาผือ, โรงเรียนสิทธิชุมชนคูหาใต้ และ การทวงคืนป่าพรุแม่รำพึงของชาวบางสะพาน และอีกหลายต้นแบบที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ กำลังบอกว่า “ประชาธิปไตยชุมชน” คือเรื่องจริงที่สัมผัสได้

หนี้ 20 ล้าน แก้ได้ที่ "บ้านสามขา" ด้วยประชาคมและแผนชุมชน
ชาวบ้านสามขา ต.หัวเสือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง 656 คน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ทำนาทำไร่ เลี้ยงสัตว์ แกะสลัก หาของป่า บางส่วนรับราชการ ค้าขาย รับจ้างทั่วไป ปัญหาร่วมคือพื้นที่ชุมชนกว่า 12,000 ไร่เป็นต้นน้ำ แต่กลับประสบปัญหาภัยแล้งจนทำเกษตรไม่ได้ กระทั่งปี 2546 ชาวบ้านไปดูงานอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำแล้วกลับมาทำฝายชะลอความชุ่มชื้นจนแก้ภัยแล้งได้ และยังนำไปสู่การตั้งกติกาห้ามตัดต้นไม้ในพื้นที่ที่กำหนดเพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงในสังคมไทย

ข้อมูลสถิติที่แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างกลุ่มคนจนและกลุ่มคนรวยสุดนั้น

พอจะเป็นที่รับทราบกันในขณะนี้ว่ามีความต่างกันถึงประมาณ 13 เท่า ความต่างด้านรายได้บ่งบอกว่าคนรวยและคนจนมีมาตรฐานการครองชีพต่างกันอย่างไร แต่ถ้าจะดูความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงแล้ว จะต้องดูที่ความมั่งคั่ง (wealth) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ได้แก่ ที่ดิน เงินออม หุ้น ทอง เพชรนิลจินดา ของเก่ามีค่า เช่น พระเครื่อง เครื่องลายคราม และภาพเขียนราคาแพง ฯลฯ

ในประเทศพัฒนาแล้วนั้น จะมีการเก็บข้อมูลสถิติด้านความมั่งคั่งของคนในประเทศอย่างละเอียด เพื่อประโยชน์สำหรับการมีนโยบายสาธารณะด้านภาษีที่เหมาะสม ทั้งนี้ การเก็บภาษีมีหลักการอยู่ที่การจ่ายตามความมั่งคั่งด้วย และเพื่อสามารถที่จะใช้นโยบายภาษีทรัพย์สินเป็นเครื่องมือช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นภัยกับสังคม และป้องกันไม่ให้มีการสะสมทรัพย์สินเอาไว้เก็งกำไรแบบเสือนอนกิน เพราะว่าถ้าสามารถทำได้เช่นนั้นทรัพย์สินมีค่า เช่น ที่ดิน ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และเป็นที่ต้องการของนักอุตสาหกรรมเพื่อสร้างโรงงาน และเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปเพื่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ก็จะมีราคาแพงจนเกินเหตุ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และทำให้คนธรรมดาทั่วๆ ไปที่หาเช้ากินค่ำโชคไม่ดีที่ไม่มีมรดก ไม่อาจหาซื้อบ้านที่อยู่อาศัยในราคาที่จะซื้อหาได้จากการทำงานจากหยาดเหงื่อของตนเองได้ และค่าเช่าบ้านดีๆ ก็จะแพงจนเกินเหตุอีกเช่นกัน

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ปฏิวัติแนวคิด "ลดความเหลื่อมล้ำ"

ประสบการณ์จากชุมชนต้นแบบ
จากโต๊ะข่าวชุมชน สถาบันอิศรา

ข่าวประกอบเสียง


เกษตรกรไทยปัจจุบันอายุเฉลี่ยสูงกว่า 50 ปี
ดังนั้นต้องสร้างทุนรองรับทั้งสุขภาพ-สังคม-สิ่งแวดล้อม-ความรู้-ตัวเงิน

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เปิดโฉมหน้าชนชั้นใหม่ในวิกฤตการเมือง

เหตุการณ์รัฐประหาร 2549เป็นตัวเร่งให้ชนชั้นกลางเก่าและชนชั้นใหม่
เกิดการเผชิญหน้า จากงานวิจัยของคณะนักวิจัยจุฬาฯ และธรรมศาสตร์


ผลวิจัยเบื้องต้น ของงานวิจัยเรื่อง การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมของชนชั้นใหม่โดยคณะนักวิจัยจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ นำโดย ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ , ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์ และคณะ

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จุดเปลี่ยนชนบท จุดเปลี่ยนฐานการเมือง

ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อภิปราย ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓

ชนบทไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ดร. ผาสุก เปิดประเด็นว่า การเปลี่ยนแปลงในชนบท โดยรวมเกิดขึ้นมานานแล้ว อย่างน้อย 15-20 ปี เพียงแต่ผลการวิเคราะห์ต่างๆ อาจจะตามไม่ทัน

เพราะหากดูสังคมโดยรวม เราจะพบว่า ในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รายได้ต่อหัวของคนไทยโดยรวม ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาก จากปี 2523-2538 แค่ 10 กว่าปี รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น 3 เท่าโดยเฉลี่ยในราคาจริง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก ที่สำคัญไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะในสังคมเมือง แต่ยังเปลี่ยนในสังคมชนบทด้วย

การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยว่า ในช่วงรุ่นคนที่ผ่านมา ลูกๆ จะมีฐานะดีกว่ารุ่นพ่อ เขามีทรัพย์สินมากขึ้น มีความมุ่งหวังมากขึ้น และมีสิ่งต่างๆ ที่เขาจะต้องรักษาปกป้องมากขึ้น และต้องแข่งขันกับกลุ่มอื่นๆ มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีความต้องการต่างๆ ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสาธารณะ เช่น โรงเรียนที่มีคุณภาพดีขึ้น ระบบตุลาการ ระบบศาลที่เขาสามารถเข้าถึงได้ และได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น ชาวบ้านต้องการประปาเข้าไปในบ้าน ต้องการมีอินเทอร์เน็ตในหมูบ้าน ต้องการมีการรักษาสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นดีมานด์สำหรับผู้บริหาร สำหรับรัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

นอกเหนือจากการเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็คือ เรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้คนทั่วประเทศมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่างน้อย ในระดับท้องถิ่น 5 ครั้งต่อปี หรือทุกๆ 4 ปี ในระดับชาติ กระบวนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลต่อวิถีชีวิตและทัศนคติของผู้คนทั่วประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเขาได้เรียนรู้ในกระบวรการนี้ว่า การเลือกตั้งทั้งหลาย เป็นหนทางที่จะนำมาซึ่งงบประมาณต่างๆ และเข้าไปมีบทบาทกับกระบวนการ ตัดสินใจนโยบายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความเหลื่อมล้ำในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง










อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2553

เราทุกคนรับรู้อยู่ว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำกันมานานมากแล้ว คงต้องกล่าวด้วยว่าในอดีตมีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาถึงการกระจุกตัวของราย ได้ที่แตกต่างกัน ระหว่างคนยี่สิบเปอร์เซ็นต์ส่วนบนกับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ส่วนล่าง และโดยมากแล้วสังคมไทยก็จะ "ฮือฮา" กันช่วงแรกๆ ที่มีงานวิจัยในแต่ละปีแสดงผลความเหลื่อมล้ำนี้ หลังจากนั้นไม่นานก็ลืมกันไป

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเมื่อก่อนนี้คนไทยที่อยู่ข้างล่างยอมอยู่ และยอมรับสภาพความเหลื่อมล้ำได้ จึงทำให้ไม่เกิดปัญหาของความคับข้องใจแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือความไม่เสมอภาคทางชาติพันธุ์

ส่วนคนที่แสดงความใส่ใจเรื่องนี้ ก็มักจะให้ความสนใจเฉพาะหน้า เหมือนกับพวกนายทุนและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ (เช่น บริษัทที่แจกผ้าห่มสีเขียว เป็นต้น) นำผ้าห่มไปแจกชาวบ้านหน้าหนาวโดยที่ไม่เคยสำนึกและแสดงอะไรให้รับรู้ว่าควร จะทำให้ชาวบ้านมีเงินซื้อผ้าห่มที่ดีกว่า (ที่แจกให้) ด้วยตนเอง เพราะความเหลื่อมล้ำกลับเป็นช่องทางที่ทำให้พวกเขาได้แสดงให้สังคมเห็นว่า พวกเขาห่วงใยคนยากจนในสังคม โดยเฉพาะแสดงให้ชนชั้นกลางในสังคมไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจซื้อสูงสุดยอมรับในภาพพจน์ความมีน้ำใจต่อผู้เดือดร้อน


ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจจึงไม่ใช่เรื่องของเฉพาะความเหลื่อมล้ำ หากแต่ต้องพิจารณาให้เข้าใจถึงปฏิบัติการของคนในสังคมกับความเหลื่อมล้ำที่ ผ่านมา และความเปลี่ยนแปลงหมายของความรู้สึกเหลื่อมล้ำ

ชนชั้นกลางในสังคมไทยซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจสูงที่สุดในปัจจุบันไม่ ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร รายการโทรทัศน์จำนวนไม่น้อยชอบเสาะหาผู้ตกทุกข์ได้ยากมาแสดงชีวิตที่ลำเค็ญ เพราะรู้ว่าจะมีความช่วยเหลือมากมายไหลมาจากคนชั้นกลางสู่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งก็จะทำให้การหาโฆษณาง่ายมากขึ้น

กล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางในสังคมไทย (หรือของคนในสังคมไทยเลยก็ว่าได้) เป็นกลุ่มคนที่มีความ "เมตตากรุณา" ฝังอยู่ แต่ความ "เมตตากรุณา" ของสังคมไทยเป็นความรู้สึกที่มีเงื่อนไขกำกับอยู่ ก็คือ เป็นความ "เมตตากรุณา" ต่อผู้ที่อยู่เบื้องล่างและต้องเป็นผู้ที่ไม่เผยตนขึ้นมาเท่าเทียมเป็นอันขาด หากเผยอขึ้นมาเท่าเทียม ก็ไม่สามารถแสดงความเมตตาได้ ปฏิบัติการต่อความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมาของสังคมไทย จึงเป็นการแสดงความ "เมตตากรุณา" ต่อผู้ที่ต้องยอมสยบอยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำนั้น และเมื่อได้รับ "ความเมตตากรุณา" ไปแล้ว ก็ต้องสำนึกในบุญคุณให้มากด้วย