เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุชา จุลเพชร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุชา จุลเพชร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยอมรับผลการเลือกตั้ง : ทางออกง่ายๆอย่าทำให้ยุ่งยาก

คอลลัมน์ : เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษาสภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

การเมืองไทยวันนี้มีสถานการณ์เลือกตั้งเป็นศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวใดๆล้วนเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสถานการณ์เลือกตั้ง ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและกลุ่มอำนาจต่างๆเป็นไปเพื่อช่วงชิงและรักษาไว้ซึ่งอำนาจการเมืองของตนเองผ่านระบบเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งสิ้น

สถานการณ์เลือกตั้งครั้งนี้ก็เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2550 เพราะยังเป็นการเลือกตั้งภายใต้ความเชื่อเรื่องขั้วอำนาจ เชื่อในเรื่องอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญและเหนือผลการเลือกตั้ง เชื่อว่าผลการเลือกตั้งต้องออกมาเป็นที่พึงพอใจของขั้วอำนาจซึ่งครองเมืองในปัจจุบันนี้เท่านั้นจึงเป็นที่ยอมรับ หากผลการเลือกตั้งเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามจะเกิดปัญหาใหญ่ติดตามมาอย่างแน่นอน

ความวิตกกังวลนี้มองไปถึงสถานการณ์หลังเลือกตั้งไม่มีหลักประกันความสงบสุข หลายฝ่ายจึงหาทางออกหลายทิศทาง พรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทีประหนึ่งว่ายึดประเพณีของระบบเลือกตั้ง พรรคใดได้ ส.ส.มากกว่าเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ท่าทีนี้ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับโดยไม่ต้องทำสัตยาบัน

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้อนาคตของ 'ทักษิณ'

คอลลัมน์ "เส้นแบ่งความคิด" หนังสือพิมพ์สยามรัฐ (24 มค.54)
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษาสภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

การปรับเปลี่ยนภายในพรรคเพื่อไทยเพื่อวางตัวว่าที่หัวหน้าพรรคซึ่งจะต้องเปิดตัวไว้อย่างไม่เป็นทางการในท้ายญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเร็วๆ นี้ ซึ่งฝ่ายค้านจะต้องระบุชื่อคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ด้วย และเป็นที่แน่ชัดแล้วบุคคลที่มีรายชื่อเป็นหัวหน้าอภิปรายและเป็นนายกรัฐมนตรีคือนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

ทันทีที่ชื่อนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ปรากฏขึ้นก็มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรค ผู้แสดงท่าทีคัดค้านภายในพรรคอย่างออกหน้าออกตาที่สุดคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ถึงขั้นประกาศไม่ร่วมวงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ หลังจากนั้นก็ประกาศจะแยกตัวไปก่อตั้งพรรคใหม่ อีกด้านหนึ่งปฏิกิริยาภายนอกพรรคก็มีการวิพากษ์วิจารณ์คาดหมายจากสื่อมวลชนไปในทิศทางต่างๆนานา ส่วนใหญ่เห็นนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์จะกลายเป็นเหยื่อทางการเมืองอีกรายหนึ่งในแผนการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น
การเลือกชื่อนายมิ่งขวัญเป็นว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่นั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร เจ้าของพรรคตัวจริง เพราะก่อนจะเลือกชื่อนายมิ่งขวัญเป็นที่สุดนั้น ย่อมมีชื่อพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธและญาติๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณจำนวน หนึ่งเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เจ้าของรัฐธรรมนูญยังไม่เชื่อ แล้วใครจะเชื่อ?

คอลัมน์: เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษาสภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

คนที่ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงก็คือคนที่เชื่อว่าทหารยังคิดทำรัฐประหารอยู่อีก และเป็นคนที่เห็นบทบาทของทหารเป็นรูปธรรมจากการรัฐประหารปี 2549 และยังได้รับรู้ความล้มเหลวอันสืบเนื่องจากการรัฐประหารครั้งนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ความล้มเหลวจาการทำรัฐประหาร 2549 เป็นความล้มเหลวทั้งกระบวนการเป็นความล้มเหลวที่ส่งแรงสะเทือนอย่างลึกซึ้งไปถึงรากฐานของระบอบการเมืองไทยทำให้สังคมไทยแตกแยกไปทั่วปริมณฑลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เกิดภาวะสั่นคลอนทางความเชื่อเก่าแก่เชิงสัญลักษณ์อย่างรุนแรง สร้างความตึงเครียดสุดขีดขึ้นภายในสังคมไทยตลอด 5 ปีนับตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา

รัฐประหาร 2549 เกิดขึ้นเพื่อกำจัดการปกครองของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียวขนาดใหญ่ มีอำนาจการเมืองสูง นั่นคือพรรคไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้คณะรัฐประหารเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 เป็นต้นเหตุให้เกิดรัฐบาลที่มีลักษณะน่าหวาดกลัวอย่างรัฐบาลทักษิณ

นโยบายที่พรรคการเมืองไม่พูดถึง

คอลัมน์ : เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษา สภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

ต่อหน้าสถานการณ์เลือกตั้งกระชั้นเข้ามา พรรคการเมืองเก่าใหม่ทุกขนาดต่างก็เสนอนโยบายใหม่ๆ ตามความเข้าใจกันเอาเองว่ายุคสมัยนี้การเลือกตั้งต้องสู้กันด้วยนโยบาย มิใช่ใช้เงินกับความนิยมตัวผู้สมัครและชื่อเสียงของพรรคเหมือนในอดีตเสียแล้ว พรรคการเมืองใดมีนโยบายดี มีท่าทีปฏิบัติได้จริง พรรคนั้นจะได้เปรียบ

ความสำคัญของนโยบายพรรคต่อการเลือกตั้งเพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในปี 2544 ต่อจากนั้นก้าวถึงจุดสูงสุดในปี 2548 พรรคไทยรักไทยเจ้าของนโยบายประชานิยมได้รับชัยชนะอย่างงดงามทั้งสองครั้ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่เคยเห็นคุณค่าของนโยบายต้องพ่ายแพ้อย่างหมดท่าทั้งสองครั้ง นับจากนั้นเป็นต้นมาทุกพรรคการเมืองเชื่อว่าการมีชีวิตรอดในสนามเลือกตั้งย่อมชี้ขาดด้วยนโยบายพรรค.

แต่ถึงกระนั้นพรรคการเมืองทั้งหลายก็ยังเข้าใจเพียงฉาบฉวย เป็นเพียงความห่วงใยต่ออนาคตของพรรคเท่านั้น มิใช่ตระหนักต่ออนาคตของประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจึงนำนโยบายที่หลากสีฉูดฉาดและบางเบามาหาเสียง ทุกพรรคหลีกเลี่ยงการนำนโยบายแก้ปัญหาถึงรากเหง้าซึ่งกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเป็นสัญญาประชาคมในการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะทุกพรรคไม่กล้าหาญพอที่จะต่อสู้กับกำแพงชนชั้นที่ขวางกั้นประชาชนไม่ ให้เข้าถึงอำนาจการเมือง ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจและเกียรติยศในสังคม