วิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยายังไม่มีแนวโน้มจะสิ้นสุด ความเจ็บปวดและความอดทนของเพื่อนเสื้อแดงล้านๆ คนทั่วประเทศหมายความว่าเราต้องเดินหน้าในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่แค่ย้อนกลับไปสู่สภาพสังคมก่อนการทำรัฐประหาร ส่วนสำคัญของประชาธิปไตยแท้คือเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม เพราะถ้าพลเมืองไทยทุกคนไม่มีความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ก็ยากที่จะมีสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตย และไม่มีทางที่จะมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เราจึงเสนอว่าคนเสื้อแดงต้องเรียกร้องรัฐสวัสดิการ (ถ้วนหน้า-ครบวงจร-จากภาษีก้าวหน้า) คู่ขนานไปกับข้อเรียกร้องเรื่องประชาธิปไตย
1. รัฐสวัสดิการ (Welfare State) คืออะไร?
ในยุคปัจจุบัน ไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีสวัสดิการสำหรับคนจนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วระบบสวัสดิการที่พบในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่ครอบคลุม แยกส่วน และไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนได้
รัฐสวัสดิการ (Welfare State) เป็นระบบสวัสดิการรูปแบบที่พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดสำหรับระบบทุนนิยม และถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) รัฐสวัสดิการมีลักษณะพิเศษคือ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐสวัสดิการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐสวัสดิการ แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
นโยบายที่พรรคการเมืองไม่พูดถึง
คอลัมน์ : เส้นแบ่งความคิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ต่อหน้าสถานการณ์เลือกตั้งกระชั้นเข้ามา พรรคการเมืองเก่าใหม่ทุกขนาดต่างก็เสนอนโยบายใหม่ๆ ตามความเข้าใจกันเอาเองว่ายุคสมัยนี้การเลือกตั้งต้องสู้กันด้วยนโยบาย มิใช่ใช้เงินกับความนิยมตัวผู้สมัครและชื่อเสียงของพรรคเหมือนในอดีตเสียแล้ว พรรคการเมืองใดมีนโยบายดี มีท่าทีปฏิบัติได้จริง พรรคนั้นจะได้เปรียบ
ความสำคัญของนโยบายพรรคต่อการเลือกตั้งเพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในปี 2544 ต่อจากนั้นก้าวถึงจุดสูงสุดในปี 2548 พรรคไทยรักไทยเจ้าของนโยบายประชานิยมได้รับชัยชนะอย่างงดงามทั้งสองครั้ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่เคยเห็นคุณค่าของนโยบายต้องพ่ายแพ้อย่างหมดท่าทั้งสองครั้ง นับจากนั้นเป็นต้นมาทุกพรรคการเมืองเชื่อว่าการมีชีวิตรอดในสนามเลือกตั้งย่อมชี้ขาดด้วยนโยบายพรรค.
แต่ถึงกระนั้นพรรคการเมืองทั้งหลายก็ยังเข้าใจเพียงฉาบฉวย เป็นเพียงความห่วงใยต่ออนาคตของพรรคเท่านั้น มิใช่ตระหนักต่ออนาคตของประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจึงนำนโยบายที่หลากสีฉูดฉาดและบางเบามาหาเสียง ทุกพรรคหลีกเลี่ยงการนำนโยบายแก้ปัญหาถึงรากเหง้าซึ่งกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเป็นสัญญาประชาคมในการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะทุกพรรคไม่กล้าหาญพอที่จะต่อสู้กับกำแพงชนชั้นที่ขวางกั้นประชาชนไม่ ให้เข้าถึงอำนาจการเมือง ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจและเกียรติยศในสังคม
โดย อาจารย์สุชา จุลเพชร
ที่ปรึกษา สภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย
ที่ปรึกษา สภานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย
ต่อหน้าสถานการณ์เลือกตั้งกระชั้นเข้ามา พรรคการเมืองเก่าใหม่ทุกขนาดต่างก็เสนอนโยบายใหม่ๆ ตามความเข้าใจกันเอาเองว่ายุคสมัยนี้การเลือกตั้งต้องสู้กันด้วยนโยบาย มิใช่ใช้เงินกับความนิยมตัวผู้สมัครและชื่อเสียงของพรรคเหมือนในอดีตเสียแล้ว พรรคการเมืองใดมีนโยบายดี มีท่าทีปฏิบัติได้จริง พรรคนั้นจะได้เปรียบ
ความสำคัญของนโยบายพรรคต่อการเลือกตั้งเพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในปี 2544 ต่อจากนั้นก้าวถึงจุดสูงสุดในปี 2548 พรรคไทยรักไทยเจ้าของนโยบายประชานิยมได้รับชัยชนะอย่างงดงามทั้งสองครั้ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่เคยเห็นคุณค่าของนโยบายต้องพ่ายแพ้อย่างหมดท่าทั้งสองครั้ง นับจากนั้นเป็นต้นมาทุกพรรคการเมืองเชื่อว่าการมีชีวิตรอดในสนามเลือกตั้งย่อมชี้ขาดด้วยนโยบายพรรค.
แต่ถึงกระนั้นพรรคการเมืองทั้งหลายก็ยังเข้าใจเพียงฉาบฉวย เป็นเพียงความห่วงใยต่ออนาคตของพรรคเท่านั้น มิใช่ตระหนักต่ออนาคตของประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจึงนำนโยบายที่หลากสีฉูดฉาดและบางเบามาหาเสียง ทุกพรรคหลีกเลี่ยงการนำนโยบายแก้ปัญหาถึงรากเหง้าซึ่งกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเป็นสัญญาประชาคมในการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะทุกพรรคไม่กล้าหาญพอที่จะต่อสู้กับกำแพงชนชั้นที่ขวางกั้นประชาชนไม่ ให้เข้าถึงอำนาจการเมือง ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจและเกียรติยศในสังคม
Labels:
ความเหลื่อมล้ำ,
นโบายพรรคการเมือง,
ประชานิยม,
รัฐสวัสดิการ,
สุชา จุลเพชร
วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554
นโยบายสาธารณะของไทย : ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร
ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา
ความจริงคิดเรื่องการเงินท้องถิ่นมาพักหนึ่งแล้ว โดยคิดว่าปัญหาของท้องถิ่นตอนนี้ได้เงินฟรีจากรัฐบาลที่มาจากภาษีของคนทั่วไป ไม่ได้เกิดจากคนในท้องถิ่นโดยตรง ดังนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบของการใช้เงินและการ ตรจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Account Ability) เพราะขณะนี้การตรวจสอบมีความเบาบางและแผ่วบางมาก
ขณะนี้ระบบราชการไทยมีเรื่องนี้อยู่น้อย โดยเฉพาะในรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร แม้ในช่วงนั้นคุณทักษิณจะทำให้เกิดคำว่า ประชาธิปไตยกินได้ แต่ก็ยังขาดการตรวจสอบอยู่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาตรงนี้ผมอยากให้นำรายได้จากภาษีทรัพย์สินและปลูกสร้างทั้ง หมดยื่นให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ดูแล โดยให้มีการเก็บภาษีออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.เก็บจากการประเมินราคา 2.เก็บจากกำหนดอัตราการประเมิน และ 3.เก็บจากการเดินไปเก็บกับประชาชนหรือการเรียกเก็บ
Labels:
กรุงเทพ,
ชุมชนท้องถิ่น,
นโยบายสธารณะ,
รัฐสวัสดิการ
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)