1. วิกฤตการณ์แห่งอำนาจอธิปไตย
1.1. สาเหตุแห่งวิกฤติ
1.1.1. โลกาภิวัฒน์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้เปรียบ-เสียเปรียบของข้อตกลงทางการค้า การเคลื่อนย้ายทุน คน สินค้า ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เป็นไปอย่างเสรี รวดเร็วและสลับซับซ้อน กดดันให้คนทั่วทั้งโลกต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ทั้งกรอบในการรับรู้ การวิเคราะห์ การทำความเข้าใจโลก และการประเมิณคุณค่าใหม่ๆ สถานการณ์โดยรวมก่อให้เกิดเส้นแบ่งใหม่ระหว่างฝ่ายที่ปรับตัวได้กับฝ่ายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ (กลุ่มอนุรักษ์ใหม่ ) ประเด็นหลักของการปรับตัวคือ ยอมรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อการแปรรูปหรือไม่อย่างไร ยอมรับการตกลงการค้าเสรีโดยหลักการหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อข้อตกลงทางการค้ารายสินค้าหรือไม่อย่างไร กลุ่มคนที่ปรับตัวไม่ได้และเสียประโยชน์จากผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกระทั่งเป็นตัวตั้งตัวตีต่อการต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพราะท่านเน้นยุทธศาสตร์ อยู่ร่วมกับโลกาภิวัฒน์และใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์เป็นสำคัญ
1.1.2. กลุ่มทุนที่ไร้ความสามารถปรับตัวหลังวิกฤติ ทั้งกลุ่มที่เป็น NPL (เช่นผู้จัดการ TPI) กลุ่มที่ไม่มีความสามารถทำกำไรและ/หรือ ขยายกิจการอย่างมีข้อจำกัด ล้วนมีความคาดหวังพึ่งพารัฐและต้องการใช้สิทธิพิเศษฟื้นฟูกิจการของตน เมื่อพึ่งพาและใช้สิทธ์พิเศษไม่ได้ก็หันไปอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำนาจอธิปไตย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำนาจอธิปไตย แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วิกฤตการณ์แห่งอำนาจอธิปไตยของปวงชน
ปี 2549: วิกฤตการณ์แห่ง “อำนาจอธิปไตยของปวงชน” และการพังทลายของ “นิติรัฐ”
การวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2549 ในแง่มุมที่ยังไม่มีเอกสารใดนำเสนอต่อสาธารณะมาก่อน เพื่อวิเคราะห์ถึงเหตุแห่งวิกฤติอันนำไปสู่การทำรัฐประหาร19กันยา ผลกระทบทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดจากการรัฐประหารและประเมินสถานการณ์ทางด้านการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้เงาปืนของเผด็จการทหาร เรียกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2548 -กย. 2549 ว่า “วิกฤตการณ์แห่งอำนาจอธิปไตยของปวงชน” เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีเป้าหมายอยู่ที่การเปลี่ยนผู้ยึดครองอำนาจรัฐหรืออำนาจอธิปไตยด้วยกระบวนการสองด้าน กล่าวคือ
ด้านหนึ่ง ประนาม โจมตี ทำลายความชอบธรรมของฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กระทั่งมุ่งหมายปลิดชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร มุ่งเอาชนะคะคานโดยไม่เลือกวิธีการ
ส่วนอีกด้านหนึ่งพวกเขาใช้ประโยชน์จากความจงรักภักดีของประชาชนไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตน ภายใต้ Motto ที่ฟังดูแปลกๆ เช่น “ทวงคืนประเทศไทย” “ทำลายระบอบทักษิณ” “ถวายคืนพระราชอำนาจ” “สู้เพื่อในหลวง” “นายกพระราชทาน ผ่านมาตรา 7” เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป้าหมาย “ทักษิณ..ออกไป” ซึ่งจะทำให้ “กลุ่มอำนาจอื่น” เข้าควบคุม “อำนาจอธิปไตย” ได้ง่ายขึ้น
การวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2549 ในแง่มุมที่ยังไม่มีเอกสารใดนำเสนอต่อสาธารณะมาก่อน เพื่อวิเคราะห์ถึงเหตุแห่งวิกฤติอันนำไปสู่การทำรัฐประหาร19กันยา ผลกระทบทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดจากการรัฐประหารและประเมินสถานการณ์ทางด้านการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้เงาปืนของเผด็จการทหาร เรียกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2548 -กย. 2549 ว่า “วิกฤตการณ์แห่งอำนาจอธิปไตยของปวงชน” เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีเป้าหมายอยู่ที่การเปลี่ยนผู้ยึดครองอำนาจรัฐหรืออำนาจอธิปไตยด้วยกระบวนการสองด้าน กล่าวคือ
ด้านหนึ่ง ประนาม โจมตี ทำลายความชอบธรรมของฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กระทั่งมุ่งหมายปลิดชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร มุ่งเอาชนะคะคานโดยไม่เลือกวิธีการ
ส่วนอีกด้านหนึ่งพวกเขาใช้ประโยชน์จากความจงรักภักดีของประชาชนไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตน ภายใต้ Motto ที่ฟังดูแปลกๆ เช่น “ทวงคืนประเทศไทย” “ทำลายระบอบทักษิณ” “ถวายคืนพระราชอำนาจ” “สู้เพื่อในหลวง” “นายกพระราชทาน ผ่านมาตรา 7” เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป้าหมาย “ทักษิณ..ออกไป” ซึ่งจะทำให้ “กลุ่มอำนาจอื่น” เข้าควบคุม “อำนาจอธิปไตย” ได้ง่ายขึ้น
Labels:
การใช้อำนาจรัฐ,
ทักษิณ ชินวัตร,
วิกฤตการเมือง,
อำนาจอธิปไตย
วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วิกฤตการณ์แห่งอำนาจอธิปไตย
สาเหตุแห่งวิกฤติ
1. โลกาภิวัฒน์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้เปรียบ-เสียเปรียบของข้อตกลงทางการค้า การเคลื่อนย้ายทุน คน สินค้า ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เป็นไปอย่างเสรี รวดเร็วและสลับซับซ้อน กดดันให้คนทั่วทั้งโลกต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ทั้งกรอบในการรับรู้ การวิเคราะห์ การทำความเข้าใจโลก และการประเมิณคุณค่าใหม่ๆ สถานการณ์โดยรวมก่อให้เกิดเส้นแบ่งใหม่ระหว่างฝ่ายที่ปรับตัวได้กับฝ่ายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ (กลุ่มอนุรักษ์ใหม่ ) ประเด็นหลักของการปรับตัวคือ ยอมรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อการแปรรูปหรือไม่อย่างไร ยอมรับการตกลงการค้าเสรีโดยหลักการหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อข้อตกลงทางการค้ารายสินค้าหรือไม่อย่างไร กลุ่มคนที่ปรับตัวไม่ได้และเสียประโยชน์จากผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกระทั่งเป็นตัวตั้งตัวตีต่อการต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพราะท่านเน้นยุทธศาสตร์ อยู่ร่วมกับโลกาภิวัฒน์และใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์เป็นสำคัญ
2. กลุ่มทุนที่ไร้ความสามารถปรับตัวหลังวิกฤติ ทั้งกลุ่มที่เป็น NPL (เช่นผู้จัดการ TPI) กลุ่มที่ไม่มีความสามารถทำกำไรและ/หรือ ขยายกิจการอย่างมีข้อจำกัด ล้วนมีความคาดหวังพึ่งพารัฐและต้องการใช้สิทธิพิเศษฟื้นฟูกิจการของตน เมื่อพึ่งพาและใช้สิทธ์พิเศษไม่ได้ก็หันไปอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล
3. กลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม ไม่สามารถต่อรองผลประโยชน์จากรัฐได้ตามต้องการก็หันไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยที่ตนเคยสังกัดหรือให้การสนับสนุน(เช่นกลุ่มวังน้ำเย็น และกลุ่มทุนพรรคชาติไทย)
1. โลกาภิวัฒน์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้เปรียบ-เสียเปรียบของข้อตกลงทางการค้า การเคลื่อนย้ายทุน คน สินค้า ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เป็นไปอย่างเสรี รวดเร็วและสลับซับซ้อน กดดันให้คนทั่วทั้งโลกต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ทั้งกรอบในการรับรู้ การวิเคราะห์ การทำความเข้าใจโลก และการประเมิณคุณค่าใหม่ๆ สถานการณ์โดยรวมก่อให้เกิดเส้นแบ่งใหม่ระหว่างฝ่ายที่ปรับตัวได้กับฝ่ายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ (กลุ่มอนุรักษ์ใหม่ ) ประเด็นหลักของการปรับตัวคือ ยอมรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อการแปรรูปหรือไม่อย่างไร ยอมรับการตกลงการค้าเสรีโดยหลักการหรือไม่ อยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อข้อตกลงทางการค้ารายสินค้าหรือไม่อย่างไร กลุ่มคนที่ปรับตัวไม่ได้และเสียประโยชน์จากผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกระทั่งเป็นตัวตั้งตัวตีต่อการต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพราะท่านเน้นยุทธศาสตร์ อยู่ร่วมกับโลกาภิวัฒน์และใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์เป็นสำคัญ
2. กลุ่มทุนที่ไร้ความสามารถปรับตัวหลังวิกฤติ ทั้งกลุ่มที่เป็น NPL (เช่นผู้จัดการ TPI) กลุ่มที่ไม่มีความสามารถทำกำไรและ/หรือ ขยายกิจการอย่างมีข้อจำกัด ล้วนมีความคาดหวังพึ่งพารัฐและต้องการใช้สิทธิพิเศษฟื้นฟูกิจการของตน เมื่อพึ่งพาและใช้สิทธ์พิเศษไม่ได้ก็หันไปอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล
3. กลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม ไม่สามารถต่อรองผลประโยชน์จากรัฐได้ตามต้องการก็หันไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยที่ตนเคยสังกัดหรือให้การสนับสนุน(เช่นกลุ่มวังน้ำเย็น และกลุ่มทุนพรรคชาติไทย)
Labels:
จารีตนิยม,
ทุนนิยม,
นักการเมือง,
นักวิชาการ,
โลกาภิวัฒน์,
อำนาจอธิปไตย
วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ประชาธิปไตย ต้องเข้าใจ เข้าให้ถึง จึงจะพัฒนา
ประชาธิปไตย คือ อะไร ?
คำว่า “ประชาธิปไตย” ประกอบด้วยคำว่า “ประชา” หมายถึงหมู่คนคือปวงชน กับคำว่า ”อธิปไตย” หมายถึงความเป็นใหญ่
“ประชาธิปไตย” จึงหมายถึง “ความเป็นใหญ่ของปวงชน”
ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทางราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”
ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็น ที่ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน” อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับหน้าที่ มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อนมนุษย์อื่นและหมู่คนอื่นหรือปวงชนเป็นส่วนรวม ถ้าชนส่วนมากซึ่งเป็น “สามัญชน” ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่แต่อย่างเดียว สามัญชนก็มีลักษณะเป็นทาส หรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว โดยไม่มีหน้าที่ มนุษยชนแบบการปกครองก็เกินขอบเขตของประชาธิปไตย
Labels:
ความเสมอภาค,
ประชาธิปไตย,
ปวงชน,
สิทธิเสรีภาพ,
อำนาจอธิปไตย
วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553
จุดจบความเป็นธรรม...จุดจบของอำมาตย์
ไพร่แดง
เมื่อหลายสิบปีก่อน มีผู้ออกมากล่าวว่าประเทศไทยยังไม่เหมาะที่จะเป็นประชาธิปไตย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังการศึกษาน้อย หรือยังโง่อยู่...ถึงวันนี้ เวลาก็ได้พิสูจน์ความจริงออกมาให้เห็นแล้วว่า การศึกษาที่ได้มาจากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ไม่สามารถรับประกันได้ว่า จบการศึกษา รับใบปริญญาแล้ว จะเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยดี

Labels:
คนเสื้อแดง,
ผู้ก่อการร้าย,
รัฐาธิปัตย์,
อำนาจอธิปไตย,
อำมาตย์
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การปฏิวัติของไพร่(ฟ้าข้าแผ่นดิน) (๒)
ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ* : เขียน
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*
วันฉัตรมงคลเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่
ถ้าถามว่าวันฉัตรมงคลเป็นประเพณีมาแต่สมัยใด ผมเดาว่าคนส่วนใหญ่ผู้มีการศึกษาคงตอบว่าต้องเป็นประเพณีเก่าแก่คู่อาณาจักรไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะวันฉัตรมงคลหมายถึงวันฉลองครบรอบปีการบรมราชาภิเษกพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเริ่มต้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมาถึงกรุงศรีอยุธยา แล้วจึงถึงกรุงรัตนโกสินทร์มาปฏิบัติกันอยู่ในรัชกาลปัจจุบัน
Labels:
กบฏมวลชน,
ปฏิวัติ,
รัฐประหาร,
อำนาจรัฐ,
อำนาจอธิปไตย
วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การปฏิวัติของไพร่(ฟ้าข้าแผ่นดิน) (๑)
ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ* : เขียน
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*
เมื่อปีที่แล้วผมได้เขียนบทความหลายตอนว่าด้วย "การกบฏของมวลชน" (The Revolt of the Masses) ซึ่งตีพิมพ์ในวิภาษา ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑๘ ถึง ๒๐ (พค.-กย. ๒๕๕๒) มูลเหตุที่ผมให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว ผมได้แถลงไว้ดังนี้ …


"ปรากฏการณ์ในสามปีมานี้ ได้สร้างการเคลื่อนไหวใหม่ทางการเมืองขึ้นในสังคมไทย นั่นคือการก่อรูปและพัฒนาอย่างไม่เคยมีมาก่อนของขบวนการมวลชน อันประกอบด้วยผู้คนพลเมืองจำนวนมหาศาล มวลชนเหล่านั้นไม่ได้เคลี่อนไหวอย่างปกติธรรมดา หากแต่เข้าร่วมการต่อสู้ในรูปแบบและวิธีการต่างๆ ถึงขั้นที่ใช้วิธีการเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐและรัฐบาลโดยตรง อย่างไม่หวั่นเกรง ไม่ประนีประนอม พร้อมจะใช้การบีบคั้นหลากหลายกลยุทธ์ บางครั้งถึงขั้นที่พร้อมจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง บ้างยึดที่ทำการของรัฐบาล สถานีโทรทัศน์ฯ ยึดถนนและปิดเส้นทางการจราจร ปฏิบัติการทั้งหลายล้วนปริ่มขอบเขตและความชอบธรรมทางกฎหมาย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ฝ่ายปกครองและยุติธรรม ยอมรับตัวอักษรและการตีความในรัฐธรรมนูญอย่างกว้างเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญสยามไทยจากปี ๒๔๗๕ มา เหนือสิ่งอื่นใด ขบวนการมวลชนที่ประท้วงและเดินขบวนขนานใหญ่นั้น ได้ประกาศจุดหมายของการต่อสู้ต่อต้านของพวกตนว่า คือการโค่นล้มหรือทำให้รัฐบาลที่ปกครองอยู่นั้นล้มพังทลายหรือสลายไป นั่นคือเป้าหมายอันสูงสุดของการต่อสู้ทางการเมือง คือการช่วงชิงอำนาจรัฐมาเป็นของพวกตน"
Labels:
กบฏมวลชน,
ปฏิวัติ,
รัฐประหาร,
อำนาจรัฐ,
อำนาจอธิปไตย
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ "พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว"
ที่มา : “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” , วิษณุ เครืองาม
พิมพ์ครั้งที่ ๒ ,(กรุงเทพฯ ; โรงพิมพ์แสวงสุทธิการพิมพ์) , ๒๕๒๓, หน้า ๑๓๒-๑๓๔
มาตรา ๑ อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ "…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปแต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7
มาตรา ๒ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนายหนึ่งซึ่งรับผิดชอบ ต่อพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง และให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย
มาตรา ๓ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงต่าง ๆ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ในกิจการทั้งปวงของแต่ละกระทรวง และจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาล ดังที่มีพระบรมราชโองการ และรับผิดชอบในการประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุนโยบายดังกล่าว
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีแต่ละนายรับผิดชอบโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำหรับงานในกระทรวงของตน และให้ร่วมปฏิบัติภาคกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาลตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี
มาตรา ๕ ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยให้คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีทุกนาย คณะรัฐมนตรีอาจอภิปรายปัญหาสำคัญอันเป็นประโยชน์ได้เสียร่วมกันได้แต่ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการลงมติทั้งปวง
มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อขอรับพระบรมราชวินิจฉัย ในปัญหาทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ
Labels:
พระปกเกล้า,
รัฐธรรมนูญ,
สภา,
องคมนตรี,
อำนาจอธิปไตย
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ รัฐธรรมนูญ (๒)
เสวนา ๑๐๐ ปีชาตกาล 'หยุด แสงอุทัย' : สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ (๒)
ผู้ดำเนินรายการ : กล่าวนำ
วันที่ 27 มิถูนายน นอกจากเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ยังเป็นวาระครบ 100 ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ซึ่งเป็นบรมครูของวงการนิติศาสตร์ไทย. 'หยุดฯ' เคยถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ โดยเวลานั้นเป็นกฎหมายลักษณะอาญา จำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 5000 บาท สาเหตุเพราะเขียนบทความเผยแพร่ในวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ บทความชื่อ อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย เผยแพร่เมื่อวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2499 ข้อความตอนหนึ่งในบทความว่า
"ในเวลานี้ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคน เอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิสามประการ คือสิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือนไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิสามประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้นอาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้นผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง"
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ผู้ดำเนินรายการ)
ผู้ดำเนินรายการ : กล่าวนำ
วันที่ 27 มิถูนายน นอกจากเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ยังเป็นวาระครบ 100 ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ซึ่งเป็นบรมครูของวงการนิติศาสตร์ไทย. 'หยุดฯ' เคยถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ โดยเวลานั้นเป็นกฎหมายลักษณะอาญา จำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 5000 บาท สาเหตุเพราะเขียนบทความเผยแพร่ในวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ บทความชื่อ อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย เผยแพร่เมื่อวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2499 ข้อความตอนหนึ่งในบทความว่า
"ในเวลานี้ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคน เอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิสามประการ คือสิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือนไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิสามประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้นอาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้นผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง"
Labels:
กษัตริย์นิยม,
จารีตนิยม,
รัฐธรรมนูญนิยม,
หยุด แสงอุทัย,
อำนาจอธิปไตย
วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ รัฐธรรมนูญ (๑)
เสวนา 100 ปีชาตกาล ‘หยุด แสงอุทัย’ : สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ
แนวคิดนักกฎหมายสำนักจารีตประเพณี VS สำนักรัฐธรรมนูญนิยม
นอกจากวันนี้จะเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองแล้ว ยังเป็นวันที่สองที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น การพูดในวันนี้คือเพื่อเป็นเกียรติแก่การเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อยู่ในมาตราที่ 1 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม (ชั่วคราว) 2475 คงทราบกันดีว่าจริงๆ แล้วฉบับนี้ อาจารย์ปรีดี มุ่งหวังใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ลงไป เหตุผลก็คือ ข้อความว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ถ้ากล่าวอย่างสั้นๆ ประเด็นสำคัญคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 26 มิ.ย. 2475 คือการทำให้โครงสร้างสังคมก่อนปี พ.ศ. 2475 ที่พระมหากษัตริย์อยู่บนสุดของสามเหลี่ยมปิรามิด ประชาชนอยู่ข้างล่าง พอปี 2475 เปลี่ยนเอาฐานของปิรามิดให้พลเมืองขึ้นมาอยู่ข้างบน ดังนั้น พอมีรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 พระปกเกล้าฯ กลับขึ้นมาอีก จึงมีในส่วนที่ระบุว่า อำนาจของประชาชนนั้นมีพระมหากษัตริย์ใช้แทนผ่านสามสถาบันทางการเมือง โดยข้อความนี้ยังดำรงอยู่มาตลอด
หลังปี 2475 ในตำราหลายเล่มที่ศึกษารัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่สนใจแต่บทบัญญัติว่า มาตรานี้ว่าไว้อย่างไร แต่ไม่ค่อยมีใครศึกษาเรื่องความคงเส้นคงวา ความเปลี่ยนแปลง และการเพิ่มขึ้นมาของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่าควรจะมีการศึกษาภาพรวมที่มีความต่อเนื่องยาวนาน โดยได้ลงไปศึกษาหมวดพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่หลังปี พ.ศ.2475-2500 ว่านักกฎหมายให้คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเหล่านั้นอย่างไร โดยในที่นี้ให้ความสนใจเรื่องการสร้างคำอธิบาย เพราะความเหล่านั้นแม้ถูกจารึกในรัฐธรรมนูญ แต่จะไม่มีชีวิต ไม่ถูกประยุกต์หรือมีอิทธิพลต่อความคิดทางสังคม ถ้าไม่มีคนให้ความหมายมัน
หลังปี 2475 นักกฎหมายที่สนับสนุนทั้งระบอบเก่าและใหม่ก็พยายามใช้ความรู้ทางกฎหมายของตนเองอธิบายตำราออกมา โดยขอแบ่งแนวคิดนักกฎหมายหลังปี 2475 จากคำอธิบายรัฐธรรมนูญเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม traditionalism (สำนักจารีตประเพณี) กับกลุ่ม constitutionalism (สำนักรัฐธรรมนูญนิยม)
ดร.ณัฐพล ใจจริง
อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
แนวคิดนักกฎหมายสำนักจารีตประเพณี VS สำนักรัฐธรรมนูญนิยม
นอกจากวันนี้จะเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองแล้ว ยังเป็นวันที่สองที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น การพูดในวันนี้คือเพื่อเป็นเกียรติแก่การเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อยู่ในมาตราที่ 1 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม (ชั่วคราว) 2475 คงทราบกันดีว่าจริงๆ แล้วฉบับนี้ อาจารย์ปรีดี มุ่งหวังใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ลงไป เหตุผลก็คือ ข้อความว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ถ้ากล่าวอย่างสั้นๆ ประเด็นสำคัญคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 26 มิ.ย. 2475 คือการทำให้โครงสร้างสังคมก่อนปี พ.ศ. 2475 ที่พระมหากษัตริย์อยู่บนสุดของสามเหลี่ยมปิรามิด ประชาชนอยู่ข้างล่าง พอปี 2475 เปลี่ยนเอาฐานของปิรามิดให้พลเมืองขึ้นมาอยู่ข้างบน ดังนั้น พอมีรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 พระปกเกล้าฯ กลับขึ้นมาอีก จึงมีในส่วนที่ระบุว่า อำนาจของประชาชนนั้นมีพระมหากษัตริย์ใช้แทนผ่านสามสถาบันทางการเมือง โดยข้อความนี้ยังดำรงอยู่มาตลอด
หลังปี 2475 ในตำราหลายเล่มที่ศึกษารัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่สนใจแต่บทบัญญัติว่า มาตรานี้ว่าไว้อย่างไร แต่ไม่ค่อยมีใครศึกษาเรื่องความคงเส้นคงวา ความเปลี่ยนแปลง และการเพิ่มขึ้นมาของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่าควรจะมีการศึกษาภาพรวมที่มีความต่อเนื่องยาวนาน โดยได้ลงไปศึกษาหมวดพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่หลังปี พ.ศ.2475-2500 ว่านักกฎหมายให้คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเหล่านั้นอย่างไร โดยในที่นี้ให้ความสนใจเรื่องการสร้างคำอธิบาย เพราะความเหล่านั้นแม้ถูกจารึกในรัฐธรรมนูญ แต่จะไม่มีชีวิต ไม่ถูกประยุกต์หรือมีอิทธิพลต่อความคิดทางสังคม ถ้าไม่มีคนให้ความหมายมัน
หลังปี 2475 นักกฎหมายที่สนับสนุนทั้งระบอบเก่าและใหม่ก็พยายามใช้ความรู้ทางกฎหมายของตนเองอธิบายตำราออกมา โดยขอแบ่งแนวคิดนักกฎหมายหลังปี 2475 จากคำอธิบายรัฐธรรมนูญเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม traditionalism (สำนักจารีตประเพณี) กับกลุ่ม constitutionalism (สำนักรัฐธรรมนูญนิยม)
Labels:
กษัตริย์นิยม,
จารีตนิยม,
รัฐธรรมนูญนิยม,
หยุด แสงอุทัย,
อำนาจอธิปไตย
วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
มองเตสกิเออ...ฝังรากรัฐธรรมนูญ
.....ดูไปแล้ว ความยุ่งยากของการเมืองไทยปัจจุบันมีรากเหง้าเดียวกับปัญหาของยุโรปในศตวรรษที่ ๑๗ ข้ามเกี่ยวกับศตวรรษที่ ๑๘ นั่นคือรัฐบาลควรมาจากอะไรและควรมีอำนาจขนาดไหนในการบริหารบ้านเมือง เราได้เห็นการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามา ได้เห็นรัฐบาลนั้นถูกประณามโจมตีโดยกลไกของรัฐว่า คดโกง ไม่รักชาติ และไม่จงรักภักดีต่อกษัตริย์ ได้เห็นการแผลงฤทธิ์ของศูนย์การปกครองไทยที่ไม่แสดงตัวอย่างเปิดเผย แต่ใช้อำนาจผ่านรัฐบาลตัวแทน (proxy government) ในการทำลายฝ่ายประชาธิปไตยและสถาปนาระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในทางปฏิบัติขึ้น และเราต่างก็ได้เห็นความก้าวหน้าของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่ไม่ยอมรับต่ออำนาจโบร่ำโบราณนั้น เพียงยังไม่ชัดเจนนักว่าจะเอาชนะอำนาจรวมศูนย์และเหลือล้นดังกล่าวได้อย่างไร?

.....มองเตสกิเออ เป็นนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ยังปรากฏชื่ออยู่เสมอในการถกเถียงเรื่องนี้ ผมจะขอเล่าเรื่องของเขาโดยสังเขป รวมทั้งแนวความคิดในหลายร้อยปีที่แล้วแต่ยังสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่กับเราในปัจจุบัน อย่าลืมว่าคนอย่างเขานี่แหละที่ทำให้เรื่องนามธรรมอย่างหลักรัฐศาสตร์ ทั้งปรัชญาและการวิพากษ์สังคม กลายเป็นการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรมขึ้นในฝรั่งเศส อ่านแล้วอาจจะเกิดความคิดเกี่ยวกับปัญหาของเราขึ้นบ้างก็ได้

.....มองเตสกิเออ เป็นนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ยังปรากฏชื่ออยู่เสมอในการถกเถียงเรื่องนี้ ผมจะขอเล่าเรื่องของเขาโดยสังเขป รวมทั้งแนวความคิดในหลายร้อยปีที่แล้วแต่ยังสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่กับเราในปัจจุบัน อย่าลืมว่าคนอย่างเขานี่แหละที่ทำให้เรื่องนามธรรมอย่างหลักรัฐศาสตร์ ทั้งปรัชญาและการวิพากษ์สังคม กลายเป็นการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรมขึ้นในฝรั่งเศส อ่านแล้วอาจจะเกิดความคิดเกี่ยวกับปัญหาของเราขึ้นบ้างก็ได้
Labels:
ประชาธิปไตย,
รัฐธรรมนูญ,
รัฐประหาร,
อำนาจอธิปไตย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

