เมื่อมีสถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้น ก็จะเกิดคู่กรณีสองฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายก็เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้แก่ฝ่ายตน ประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายปริมาณ ก็จะอ้างเอามวลชนและปริมาณมาสร้างความชอบธรรม (พวกมากลากไป) ส่วนประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายคุณภาพ ก็จะอ้างเอาคุณภาพ ฐานะ ชนชั้น (นักวิชาการ นักธุรกิจ นักปราชญ์) มาสร้างความชอบธรรม นี่คือประเด็นความขัดแย้งที่หาจุดประนีประนอมกันได้ยาก
สถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ มีสาเหตุมาจากการเบียดเบียนกันเองของคนในสังคมนั้น และเกิดจาก โครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีสภาพบิดเบี้ยว ไม่สมประกอบ เกิดการทุจริตคอรัปชั่น การค้นหาต้นเหตุของปัญหาดังกล่าว จะต้องกระทำอย่างรอบคอบ มองให้รอบถ้วน เซาะให้ถึงรากเหง้าของปัญหา ด้วยการนำข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ (Quantity fact) และเชิงคุณภาพ (Quality fact) มาร่วมพิเคราะห์พิจารณาด้วย อย่ามองเพียงแง่มุมเดียว หรือเพียงด้านเดียว มิฉะนั้นถ้าตัดสินลงไป ก็จะเกิดความไม่ธรรม หรือขาดความเป็นกลางทันที นอกจากจะแก้ไขปัญหาไม่ได้แล้ว เท่ากับจุดไฟให้ข้อขัดแย้งมันรุนแรงขึ้น
นี่เป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ที่ยังมีความเห็นแก่ตัว มีความเชื่อ ความคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้สังคมเกิดความไม่สงบสุข และแสวงหาเรียกร้องความยุติธรรม บุคคลที่จะทำหน้าที่ตัดสินปัญหา จะต้องเป็นคนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้เสียในผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และต้องกล้าตัดสินหรือชี้นำ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักปกครอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักปกครอง แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554
ทฤษฎีนักปกครอง
ฉบับ "หมอเลี๊ยบ-สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี"
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายพิเศษ เรื่อง "ยุทธศาสตร์ใหม่ ปฏิรูปสังคมไทย" ในงานอบรม โครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่น 2 (Leadership for Change) จัดโดยมูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมกับเครือมติชน ที่อาคารข่าวสด เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ตอนหนึ่งว่า "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เคยกล่าวไว้ว่า If at first, the idea is not absurd, then there is no hope for it. ซึ่งหมายความว่า ถ้าเราคิดแบบเดิม ก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม แต่ถ้าเราคิดให้แปลก อาจมีความหวังขึ้นมาได้ เหมือนกรณีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครั้งที่เสนอครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนฟังก็หัวเราะไม่คิดว่าเป็นไปได้ ผู้สมัครส.ส.ก็ไม่กล้านำไปหาเสียง แม้แต่พรรคได้ตั้งรัฐบาลแล้วก็ยังพูดกันว่าไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับทำให้เกิดการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างการจัดการทั่วประเทศ
อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ในความเป็นจริง ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้ต่างจากปัญหาของสังคมโลก ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถเรียนรู้จากประเทศอื่นแล้วนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศเราได้ และพัฒนาต่อให้ดีขึ้น เห็นได้จากนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยเห็นตัวอย่างเมืองนอก ก็นำเข้ามาในประเทศไทยจนกลายเป็นที่นิยม เช่น กรณีคุณตัน ภาสกรนที อดีตผู้บริหารโออิชิ ทำร้านถ่ายรูปแต่งงานหรือบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น
Labels:
นักปกครอง,
ยุคสมัยแห่งปัจเจกชน,
ลัทธิเต๋า,
สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)