เมื่อมีสถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้น ก็จะเกิดคู่กรณีสองฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายก็เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้แก่ฝ่ายตน ประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายปริมาณ ก็จะอ้างเอามวลชนและปริมาณมาสร้างความชอบธรรม (พวกมากลากไป) ส่วนประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายคุณภาพ ก็จะอ้างเอาคุณภาพ ฐานะ ชนชั้น (นักวิชาการ นักธุรกิจ นักปราชญ์) มาสร้างความชอบธรรม นี่คือประเด็นความขัดแย้งที่หาจุดประนีประนอมกันได้ยาก
สถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ มีสาเหตุมาจากการเบียดเบียนกันเองของคนในสังคมนั้น และเกิดจาก โครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีสภาพบิดเบี้ยว ไม่สมประกอบ เกิดการทุจริตคอรัปชั่น การค้นหาต้นเหตุของปัญหาดังกล่าว จะต้องกระทำอย่างรอบคอบ มองให้รอบถ้วน เซาะให้ถึงรากเหง้าของปัญหา ด้วยการนำข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ (Quantity fact) และเชิงคุณภาพ (Quality fact) มาร่วมพิเคราะห์พิจารณาด้วย อย่ามองเพียงแง่มุมเดียว หรือเพียงด้านเดียว มิฉะนั้นถ้าตัดสินลงไป ก็จะเกิดความไม่ธรรม หรือขาดความเป็นกลางทันที นอกจากจะแก้ไขปัญหาไม่ได้แล้ว เท่ากับจุดไฟให้ข้อขัดแย้งมันรุนแรงขึ้น
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วาทกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วาทกรรม แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ความเป็นกลางคือ “ความชอบธรรม” หรือจะเป็นแค่วาทกรรมแห่งยุคสมัย
เมื่อมีสถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้น ก็จะเกิดคู่กรณีสองฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายก็เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้แก่ฝ่ายตน ประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายปริมาณ ก็จะอ้างเอามวลชนและปริมาณมาสร้างความชอบธรรม (พวกมากลากไป) ส่วนประชาชนที่อยู่ข้างฝ่ายคุณภาพ ก็จะอ้างเอาคุณภาพ ฐานะ ชนชั้น (นักวิชาการ นักธุรกิจ นักปราชญ์) มาสร้างความชอบธรรม นี่คือประเด็นความขัดแย้งที่หาจุดประนีประนอมกันได้ยาก
สถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ มีสาเหตุมาจากการเบียดเบียนกันเองของคนในสังคมนั้น และเกิดจาก โครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีสภาพบิดเบี้ยว ไม่สมประกอบ เกิดการทุจริตคอรัปชั่น การค้นหาต้นเหตุของปัญหาดังกล่าว จะต้องกระทำอย่างรอบคอบ มองให้รอบถ้วน เซาะให้ถึงรากเหง้าของปัญหา ด้วยการนำข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ (Quantity fact) และเชิงคุณภาพ (Quality fact) มาร่วมพิเคราะห์พิจารณาด้วย อย่ามองเพียงแง่มุมเดียว หรือเพียงด้านเดียว มิฉะนั้นถ้าตัดสินลงไป ก็จะเกิดความไม่ธรรม หรือขาดความเป็นกลางทันที นอกจากจะแก้ไขปัญหาไม่ได้แล้ว เท่ากับจุดไฟให้ข้อขัดแย้งมันรุนแรงขึ้น
นี่เป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ที่ยังมีความเห็นแก่ตัว มีความเชื่อ ความคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้สังคมเกิดความไม่สงบสุข และแสวงหาเรียกร้องความยุติธรรม บุคคลที่จะทำหน้าที่ตัดสินปัญหา จะต้องเป็นคนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้เสียในผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และต้องกล้าตัดสินหรือชี้นำ
สถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ มีสาเหตุมาจากการเบียดเบียนกันเองของคนในสังคมนั้น และเกิดจาก โครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีสภาพบิดเบี้ยว ไม่สมประกอบ เกิดการทุจริตคอรัปชั่น การค้นหาต้นเหตุของปัญหาดังกล่าว จะต้องกระทำอย่างรอบคอบ มองให้รอบถ้วน เซาะให้ถึงรากเหง้าของปัญหา ด้วยการนำข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ (Quantity fact) และเชิงคุณภาพ (Quality fact) มาร่วมพิเคราะห์พิจารณาด้วย อย่ามองเพียงแง่มุมเดียว หรือเพียงด้านเดียว มิฉะนั้นถ้าตัดสินลงไป ก็จะเกิดความไม่ธรรม หรือขาดความเป็นกลางทันที นอกจากจะแก้ไขปัญหาไม่ได้แล้ว เท่ากับจุดไฟให้ข้อขัดแย้งมันรุนแรงขึ้น
นี่เป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ที่ยังมีความเห็นแก่ตัว มีความเชื่อ ความคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้สังคมเกิดความไม่สงบสุข และแสวงหาเรียกร้องความยุติธรรม บุคคลที่จะทำหน้าที่ตัดสินปัญหา จะต้องเป็นคนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้เสียในผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และต้องกล้าตัดสินหรือชี้นำ
Labels:
ความยุติธรรม,
นักปกครอง,
นักวิชาการ,
วาทกรรม
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วาทกรรมว่าด้วย “นักการเมืองเลว”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพร เสี้ยนสลาย
สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชสมาชิกกลุ่มมสธ.เพื่อประชาธิปไตย
คำว่า “วาท กรรม( discourse)” หมายถึงคำพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยผู้พูดหรือเขียนได้ซ่อนเจตนารมณ์บางอย่างไว้ในคำพูดคำเขียนนั้น คำพูดเชิงวาทกรรมจึงมีทั้งส่วนที่เป็นความจริงและส่วนที่ถูกปั้นเสริมเติม แต่งขึ้น มีทั้งส่วนที่เป็นความจริงอยู่เบื้องหน้าและความจริงที่แอบซ่อนอยู่เบื้อง หลังถ้อยคำเหล่านั้น
หากมองบนพื้นฐานของคำนิยามเช่นนี้ จะเห็นว่าสังคมไทยปัจจุบันกำลังกลายเป็นสังคมที่อุดมด้วย “วาท กรรม” เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคำพูดคำเขียนที่มีเจตนาซ่อนเร้นแบบลับ-ลวง-พราง จนแทบแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นเพียงวาทกรรม เหมือนเมื่อพูดถึงการเมืองไทย เรามักได้ยินคำพูดหรือข้อเขียนที่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาทั้งหลายที่เกิด ขึ้นในประเทศเวลานี้ เกิดมาจากสาเหตุสำคัญเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือเพราะเรามีนักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ เป็นนักการเมืองไม่ดี จ้องแต่จะโกงบ้านโกงเมือง ชอบทุจริตแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองพรรคพวกหรือญาติพี่น้อง นักการเมืองพวกนี้เป็นพวกเสือสิงห์กระทิงแรด ไม่รักชาติไม่รักสถาบัน คำพูดเช่น นี้กำลังจะกลายเป็นทฤษฎีที่มีคนบางกลุ่มบางคณะพยายามนำมาใช้เพื่ออธิบายให้ เห็นความล้มเหลวของการเมืองในระบบเลือกตั้งของไทย
Labels:
คุณธรรมนักการเมือง,
ประชาธิปไตย,
วาทกรรม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)