เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โค้งสุดท้ายสู่การเลือกตั้ง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในช่วงโค้งสุดท้ายสู่การเลือกตั้ง คนเสื้อแดงทุกคนคงจะมีคำถามในใจ เช่น “อำมาตย์มันจะโกงด้วย กกต. ศาล หรือ การทำอะไรแปลกๆกับบัตรเลือกตั้งหรือไม่?” “มันจะทำรัฐประหารล้มการเลือกตั้งไหม?” “เพื่อไทยจะได้คะแนนพอที่จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่?” หรือ “ถ้าตั้งรัฐบาลได้ อำมาตย์จะสร้างอุปสรรค์อะไรกับการบริหารงานของเพื่อไทย?”

เราไม่สามารถตอบได้แน่ชัด แต่เราจะต้องไม่แปลกใจกับเหตุการณ์ในอนาคต “ไม่แปลกใจ” หมายความว่าเราต้องคิดล่วงหน้าว่าถ้าอำมาตย์ทำอะไร เราจะรับมืออย่างไร และจงเข้าใจว่าเราต้องรับมือเอง ไม่มีใครคนอื่นที่จะทำให้

นอกจากการคิดเรื่องการรับมือ เราต้องไม่ไหลตามกระแสข่าวลือที่มีมากมายในสังคมที่ปกปิดข่าวอย่างไทย ก่อนจะเชื่ออะไรต้องตรวจสอบว่าแหล่งข่าวไว้ใจได้หรือไม่ มาจากใคร ฯลฯ

อย่าประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำไป ซึ่งหมายความว่า พอเห็นโพลเพื่อไทยมาแรง ก็นั่งพัก คิดว่าถ้าไม่ไปเลือกตั้งจะไม่มีผลมากมาย ทำอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าแม้อำมาตย์ไม่โกงตอนนี้ มันขยันสร้างปัญหามานาน ตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ เราพักผ่อนไม่ได้

ที่สำคัญคือ ต้องเลี้ยงดูเครือข่ายเสื้อแดง เพราะหลังเลือกตั้งภาระของคนเสื้อแดงจะเพื่มหลายเท่า ยิ่งต้องขยันมากขึ้นในการปกป้องกระบวนการประชาธิปไตย และรัฐบาลเพื่อไทย

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ความผิดเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.
1. การให้ หรือสัญญาว่าจะให้ เงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด หรือการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยง หรือหลอกลวง หรือใช้อิทธิพลคุกคาม หรือใส่ร้าย เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้ง หรือไม่ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 -10 ปี และปรับ 20,000 – 200,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
2. การจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับจากที่เลือกตั้ง เพื่อการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 5 ปี หรือปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
3. การให้คนที่ไม่มีสัญชาติไทยช่วยเหลือในการหาเสียง
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 10 ปี และปรับ 20,000 - 200,000 บาท
4. การหาเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
เป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
5. ห้ามปิดประกาศ หรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนอกเหนือจากที่ทางราชการกำหนด รวมทั้งติดในสถานที่ของเอกชน และห้ามหาเสียงโดยการติดแผ่นป้ายแนะนำตัวผู้สมัครเกินขนาดและมีจำนวนไม่เป็นไปตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด หรือการหาเสียงตามสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์นอกเหนือจาก ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดไว้
เป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
6. การเรียก หรือรับทรัพย์สินในการลงสมัครหรือไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมือง
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 10 ปี หรือปรับ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
7. เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 10 ปี และถูกปรับ 20,000 - 200,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พวกที่ใช้กรอบอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น ที่มองว่าประเด็นหลักในการเลือกตั้งคือทักษิณ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในบทความล่าสุดของหนังสือพิมพ์ New York Times มีการอ้างคำพูดของนักวิชาการที่ศึกษาประเทศไทยชื่อ Chris Baker เขาพูดว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้เกี่ยวกับทักษิณและการที่ทักษิณถูกกระทำในรอบห้าปีที่ผ่านมาเท่านั้น”

ความคิดแบนี้ เรามักพบในแวดวงพวกนักวิชาการและปัญญาชนที่ใช้กรอบคิดที่ให้ความสำคัญกับคนชั้นสูง และมองข้ามความสามารถของประชาชนส่วนใหญ่

พวกนี้ให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพราะเขาอ้างว่าคนจนโดนซื้อและนำมาเป็นผู้ถูกอุปถัมภ์โดยไทยรักไทยและทักษิณ ดังนั้นการที่คนจำนวนมากลงคะแนนให้ไทยรักไทย “ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ตอนนี้พวกที่ใช้กรอบคิดอภิสิทธิ์ชนกำลังเสนอว่าทักษิณจูงจมูกพวกเราชาวเสื้อแดงเหมือนวัวควาย เพื่อที่เขาจะได้ฟอกตัวและกลับมามีอิทธิพลอีก

ทำไมชาวสังคมนิยมต้องเรียกร้องให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ธรรมดาแล้วนักสังคมนิยมจะไม่ไปลงคะแนนเสียง หรือเรียกร้องให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคนายทุน โดยเฉพาะเวลาพรรคนั้นไม่มีนโยบายรัฐสวัสดิการหรือนโยบายสังคมนิยมอะไรทั้งสิ้น แต่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือนกรกฏาคม ๒๕๔๔ นี้ เป็นการเลือกตั้งพิเศษ

ชาวสังคมนิยมจะต้องไปลงคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคนายทุน เพราะเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ของฝ่ายอำมาตย์ คือการฟอกตัวและพยายามพิสูจน์ความชอบธรรมในการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ในการล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ในการตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในค่ายทหาร และในการเข่นฆ่าประชาชนเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปีที่แล้ว เรายอมไม่ได้

ลองนึกภาพ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก (ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้) หรือถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถทำแนวร่วมกับพรรคงูเห่าเล็กๆ เพื่อได้เสียงมากกว่าพรรคเพื่อไทย คนอย่างอภิสิทธิ์จะพองตัวเหมือนคางคกโอ้อวดความชอบธรรม จะมีคนของมันออกมาพูดว่า “เห็นไหม? พรรคไทยรักไทยหรือพรรคของทักษิณโกงการเลือกตั้งมานานในอดีต คราวนี้เราเห็นเสียงแท้ของประชาชน และเราเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องมีรัฐประหารและการปราบพวกของทักษิณ” เรายอมให้เขาพูดแบบนี้ไม่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การรณรงค์

จากกระบวนการสร้างชาติ สู่วิถีทางแห่งการตลาด ถึงการเมือง


การรณรงค์ (Campaign) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญทางการสื่อสารทั้งด้านการรับรู้ (Awareness) หรือการกระตุ้นให้เกิดความสนใจ (Interest) สร้างความต้องการ (Desire) และการตัดสินใจเข้าร่วมหรือกระทำ (Action) นักวิชาการได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการรณรงค์ไว้มากมายทั้งในด้านสื่อสารการตลาดไปจนถึงด้านรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การรณรงค์เป็นวิธีการระดมความรู้ ความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายร่วมมือตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างสำคัญที่ใช้การรณรงค์เพื่อการสร้างชาติ ทั้งรัฐบาลและองค์กรอิสระต่างก็ใช้กระบวนการสื่อสารดำเนินการรณรงค์ไปยังกลุ่มชนผ่านช่องทางสื่อมวลชน เพื่อสร้างความมั่นใจ ทัศนคติ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงยุคแห่งการพัฒนา มหาอำนาจในซีกโลกตะวันออกก็ไม่น้อยหน้า นโยบายสร้างชาติของจีน (พ.ศ. ๒๔๙๒ - ๒๕๐๒) มีการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม (Attention Attraction) ปรับเปลี่ยน ปลูกฝัง และสร้างทัศนคติ (Ideological Preparation) กระตุ้นให้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างประชาชนกับรัฐที่แสดงออกถึงความเป็นชาติ และประเมินผลการรณรงค์ (Review of Campaign) ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ