เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม เลขทะเบียน ๘๖๙ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า

อุดมการณ์สถานักพัฒนาเพื่อประชาธิปไตย

เรา...มั่นใจว่า
ประชาธิปไตย เป็นจิตวิญญาณของเรา
ประเทศไทย เป็นของเราทุกคน
เรา ต้องร่วมกันสร้างชาติไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขอไว้อาลัยต่ออการจากไปของ ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รัฐไทย...บนหนทางสู่อำนาจนิยม

ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

     มุมมองจากนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ วิพากษ์แผนปรองดอง
แห่งชาติของรัฐบาล แผนปรองดองแห่งชาติทั้ง 5 ประเด็น ว่ายากที่จะเดินหน้าในทางปฏิบัติ พร้อมบทวิเคราะห์เหตุใดแผนปรองดองจึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง


     ดร.พวงทอง มองปรากฎการณ์การเมืองไทยว่า รัฐไทยกำลังเดินไปสู่ความเป็นอำนาจนิยมมากขึ้น เห็นได้จากการยอมรับการรัฐประหาร และการปิดกั้นสื่อสารมวลชน ปัจจัยหนึ่งที่นำการเมืองไทยไปสู่อำนาจนิยม คือ การมุ่งที่จะบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ จนเกิดการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย

Content by VoiceTV
20 พฤษภาคม 2553 เวลา 14:32 น.

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

จุดจบความเป็นธรรม...จุดจบของอำมาตย์

ไพร่แดง

     เมื่อหลายสิบปีก่อน มีผู้ออกมากล่าวว่าประเทศไทยยังไม่เหมาะที่จะเป็นประชาธิปไตย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังการศึกษาน้อย หรือยังโง่อยู่...ถึงวันนี้ เวลาก็ได้พิสูจน์ความจริงออกมาให้เห็นแล้วว่า การศึกษาที่ได้มาจากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ไม่สามารถรับประกันได้ว่า จบการศึกษา รับใบปริญญาแล้ว จะเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยดี


     จิตสำนึกต่างหาก ที่เป็นของจริง จะเห็นได้จากมวลชนคนเสื้อแดง ออกมาทวงถามในเรื่องที่เขาเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะเขาเห็นว่าเขาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เพราะพวกเขาเห็นว่ารัฏฐาธิปัตยที่ได้มาโดยคนส่วนใหญ่เป็นของพวกเขา พวกเขาได้เลือกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะดีหรือเลว พวกเขายินดีรับผิดชอบ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ใช่อำมาตย์มาคิดแทน ไม่ใช่ทหารที่เป็นสมุนรับใช้มาคิดแทน

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การปฏิวัติของไพร่(ฟ้าข้าแผ่นดิน) (๒)

ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ* : เขียน
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*


     ผมเริ่มนั่งลงเขียนบทความเรื่อง "การปฏิวัติของไพร่" ตอนที่ 2 ต่อ ในบ่ายของวันที่ 5พฤษภาคม อันเป็นวันฉัตรมงคล และเป็นวันหยุดทางราชการ ทำให้มีเวลามานั่งเขียนบทความต่อได้สะดวก ก่อนจะเข้าสู่เรื่องขอแวะดูประวัติความเป็นมาของวันฉัตรมงคลนิดหน่อยก่อน (การเข้าใจปัจจุบันจะทำได้ดียิ่งขึ้น หากมีความรู้ความเข้าใจในอดีตทั้งของตนและของคนอื่นบ้าง)


วันฉัตรมงคลเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่
     ถ้าถามว่าวันฉัตรมงคลเป็นประเพณีมาแต่สมัยใด ผมเดาว่าคนส่วนใหญ่ผู้มีการศึกษาคงตอบว่าต้องเป็นประเพณีเก่าแก่คู่อาณาจักรไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะวันฉัตรมงคลหมายถึงวันฉลองครบรอบปีการบรมราชาภิเษกพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเริ่มต้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมาถึงกรุงศรีอยุธยา แล้วจึงถึงกรุงรัตนโกสินทร์มาปฏิบัติกันอยู่ในรัชกาลปัจจุบัน

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การปฏิวัติของไพร่(ฟ้าข้าแผ่นดิน) (๑)

ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ* : เขียน
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*


     เมื่อปีที่แล้วผมได้เขียนบทความหลายตอนว่าด้วย "การกบฏของมวลชน" (The Revolt of the Masses) ซึ่งตีพิมพ์ในวิภาษา ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑๘ ถึง ๒๐ (พค.-กย. ๒๕๕๒) มูลเหตุที่ผมให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว ผมได้แถลงไว้ดังนี้ …

"ปรากฏการณ์ในสามปีมานี้ ได้สร้างการเคลื่อนไหวใหม่ทางการเมืองขึ้นในสังคมไทย นั่นคือการก่อรูปและพัฒนาอย่างไม่เคยมีมาก่อนของขบวนการมวลชน อันประกอบด้วยผู้คนพลเมืองจำนวนมหาศาล มวลชนเหล่านั้นไม่ได้เคลี่อนไหวอย่างปกติธรรมดา หากแต่เข้าร่วมการต่อสู้ในรูปแบบและวิธีการต่างๆ ถึงขั้นที่ใช้วิธีการเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐและรัฐบาลโดยตรง อย่างไม่หวั่นเกรง ไม่ประนีประนอม พร้อมจะใช้การบีบคั้นหลากหลายกลยุทธ์ บางครั้งถึงขั้นที่พร้อมจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง บ้างยึดที่ทำการของรัฐบาล สถานีโทรทัศน์ฯ ยึดถนนและปิดเส้นทางการจราจร ปฏิบัติการทั้งหลายล้วนปริ่มขอบเขตและความชอบธรรมทางกฎหมาย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ฝ่ายปกครองและยุติธรรม ยอมรับตัวอักษรและการตีความในรัฐธรรมนูญอย่างกว้างเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญสยามไทยจากปี ๒๔๗๕ มา เหนือสิ่งอื่นใด ขบวนการมวลชนที่ประท้วงและเดินขบวนขนานใหญ่นั้น ได้ประกาศจุดหมายของการต่อสู้ต่อต้านของพวกตนว่า คือการโค่นล้มหรือทำให้รัฐบาลที่ปกครองอยู่นั้นล้มพังทลายหรือสลายไป นั่นคือเป้าหมายอันสูงสุดของการต่อสู้ทางการเมือง คือการช่วงชิงอำนาจรัฐมาเป็นของพวกตน"

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

จิตวิญญาณสาวนักสู้แห่งราชประสงค์

     ผู้สื่อข่าว (หนังสือพิมพ์ข่าวสด) ได้เดินทางไปพบผู้หญิงเสื้อแดงคนสุดท้ายที่นั่งถือธงอยู่คนเดียวหน้าเวทีปราศรัย สี่แยกราชประสงค์ ระหว่างกำลังทหารบุกเข้ามากระชับพื้นที่ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 19 พ.ค. โดยหญิงคนดังกล่าวทราบข่าวจากประชาชนว่ายังมีชีวิตอยู่ที่บ้านย่านฝั่งธนบุรี คือ นาง ผุสดี งามขำ อดีตพยาบาล อายุ 54 ปี


     นางผุสดี เปิดเผยนาทีระทึกช่วงทหารบุกมาถึงตัวว่า อดีตตนเคยเป็นแฟนคลับของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่เริ่มเห็นว่าสิ่งที่ทั้งนายสนธิ และรัฐบาลทำนั้นไม่ถูกจึงหันเหมาต่อสู้ร่วมกับคนเสื้อแดง เป้าหมายเพียงเพื่ออยากให้รัฐบาลยุบสภาเลือกตั้งใหม่เท่านั้น วันที่ 13 มี.ค. ตนก็เริ่มเข้าร่วมชุมนุมที่ผ่านฟ้าฯ จนย้ายมาที่ราชประสงค์ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตลอด 2 เดือน เพราะต้องนอนอยู่กลางถนนทั้งที่ไม่เคยคิดเลยว่า แค่เรียกร้องให้ยุบสภาจะต้องมีคนมาล้มตายมากขนาดนี้